สืบเนื่องกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับฉายาอิเหนาเมาหมัด จากคำพังเพย ‘ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง’ โดยเปรียบแนวทางปฎิบัติ และนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่เห็นได้ชัดหลายเรื่อง มักจะตำหนิหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และสุดท้ายก็กลับมาทำเอง เช่น โครงการลักษณะประชานิยม บอกไม่เป็นนายกฯ สุดท้ายก็กลับมา, ไม่อยากเล่นการเมือง ก็หนีไม่พ้น, หนีการตอบกระทู้ในสภา, มองข้ามข้อครหาเรื่องงูเห่าการเมือง การซื้อตัว ส.ส., ตั้งคนมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเป็นรัฐมนตรี, แต่งตั้งญาติพี่น้องเข้าสภา ฯลฯ
‘มติชนออนไลน์’ ค้นที่มาของพังเพยดังกล่าว ซึ่งมาจากวรรณคดีเรื่องอิเหนาอันมีที่มาจากวรรณคดีชวา ก่อนส่งต่อมายังดินแดนสยามตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดย พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 อธิบายสำนวนนี้ว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง (สำ) ก. ตำหนิผู้อื่นเรื่องใดแล้วตนก็กลับทำเรื่องนั้นเสียเอง”
หนังสือ อธิบายสำนวน สุภาษิต และคำพังเพยไทย โดย บุญสิริ สุวรรณเพ็ชร์ สำนักพิมพ์ดวงกมล อธิบายอย่างเห็นภาพว่า อิเหนา เป็นชื่อพระเอกในวรรณคดีเรื่องอิเหนา อิเหนามักทำเรื่องร้ายๆ ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งนางบุษบาสาวงามผู้เป็นเครือญาติ หรือวงศ์อสัญแดหวาด้วยกัน การกระทำของอิเหนานั้น บางครั้งก็เป็นเรื่องรุนแรงชนิดที่ไม่น่าจะให้อภัย เช่น บังอาจลักพานางไป เป็นต้น แต่ทุกฝ่ายก็ให้อภัยตลอดมา ความผิดเหล่านี้ เป็นความผิดที่อิเหนาก่อขึ้นเองเพราะความที่เอาแต่ใจตัวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ดังนั้น อิเหนาจะไปเที่ยวตำหนิโทษผู้อื่น ก็ต้องหันมามองที่ตัวเองบ้างว่า ตัวเองนั้นทำความผิดเอาไว้มากมาย
สำหรับเรื่องราวในตอนสำคัญอันเป็นที่มาของพังเพยนี้ อยู่ในตอน ‘ศึกกะหมังกุหนิง’ เรื่องมีอยู่ว่า ‘อิเหนา’ โอรสท้าวกุเรปันที่ได้ตกลงกับท้าวดาหาบิดาของบุษบาว่าจะให้โอรสธิดาของตนหมั้นหมายกันไว้ แต่อิเหนาเกิดไปหลงรักจินตรา จึงขอยกเลิกการหมั้นหมายทั้งที่ยังไม่เคยเห็นบุษบา
ท้าวดาหาโกรธและเสียหน้าจึงประชดด้วยการยกบุษบาให้จรกา ขณะที่เทวดาผู้ทรงเป็นต้นวงศ์เทวาต้องการสั่งสอนอิเหนาจึงบันดาลให้วิหยาสะกำโอรสท้าวผู้ครองเมืองกะหมังกุหนิงได้เห็นรูปของบุษบาจนเกิดความหลงใหลได้ส่งทูตมาขอนางบุษบา แต่ถูกปฏิเสธเพราะได้ยกให้จรกาไปก่อนหน้าแล้ว จึงเกิดศึกชิงนางบุษบา
อิเหนาต้องมาช่วยเมืองดาหาในการรบกับวิหยาสะกำแบบไม่เต็มใจ เพราะไม่อยากจากลานางจินตรา แต่ขัดคำสั่งพระบิดาไม่ได้ ทั้งตำหนิวิหยาสะกำและจรกา
ความว่า
ครั้นอ่านสารเสร็จสิ้นพระทรงฤทธิ์ ถอนฤาทัยให้คิดสงสัย
บุษบาจะงามสักเพียงไร จึงต้องใจระตูทุกบุรี
หลงรักรูปนางอยู่อย่างนั้น จะพากันมอดม้วยไม่พอที่
แม้งามเหมือนจินตะหราวาตี ถึงจะเสียชีวีก็ควรนัก
แล้วตรัสกับดะหมังเสนา เราจะยกโยธาไปโหมหัก
มิให้เสียวงศาสุรารักษ์ งดสักเจ็ดวันจะยกไป
เมื่อการศึกสงครามเสร็จสิ้น อิเหนาเป็นฝ่ายชนะ ก็เข้าเมืองดาหามาเฝ้าท้าวดาหาและประไหมสุหรี ครั้นได้พบนางบุษบาเป็นครั้งแรกก็ถึงกับเพ้อ
ความตอนหนึ่งว่า
………………. เมื่อระเด่นมนตรีเรืองศรี
เหลียวไปรับไหว้นางเทวี ภูมีดูนางไม่วางตา
งามจริงยิ่งเทพนิมิตร์ ให้คิดเสียดายหนักหนา
เสโทไหลหลั่งทั้งกายา สะบัดปลายเกศาเนืองไป
กรถอดอนุชาก็ตกลง จะรู้สึกพระองค์ก็หาไม่
แต่เวียนจูบสียะตรายาใจ สำคัญพระทัยว่าเทวี
ความรักรุมจิตต์พิศวง จนลืมองค์ลืมอายนางโฉมศรี
ไม่เป็นอารมณ์สมประดี ภูมีหลงขับขึ้นฉับพลัน
จึงเป็นที่มาของพังเพยที่ว่า ‘ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง’

