การมาเยือนประเทศไทยของ นางอองซาน ซูจี มุขมนตรีแห่งรัฐของเมียนมาในวันที่ 23 มิถุนายน
เป็นเรื่อง “น่ายินดี”
มิใช่เพราะว่า จะนำไปสู่การลงนามเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับ “แรงงาน” หากแต่อยู่ที่วันที่ 23 มิถุนายนเป็นวันประชามติของอังกฤษ
อย่างน้อยประชามติของอังกฤษในวันที่ 23 มิถุนายนก็ทำให้ นางอองซาน ซูจี บังเกิด “นัยประหวัด”ไปยังประชามติใน”เมียนมา”เมื่อปี 2551
เป็นประชามติขณะที่รัฐบาลทหารของเมียนมาคุมทุกกลไกของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด
น่าสนใจก็ตรงที่เป็นประชามติ”ร่างรัฐธรรมนูญ”
นัยประหวัดของ นางอองซาน ซูจี จึงเป็นนัยประหวัดไปยังประชามติของเมียนมาอันต่างอย่างสิ้นเชิงกับของอังกฤษ
เป็นร่างรัฐธรรมนูญ “ระยะเปลี่ยนผ่าน”
ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ “ระยะเปลี่ยนผ่าน”ของรัฐบาลทหารเมื่อปี 2551 มากด้วยเงื่อนงำ
เงื่อนงำของการต่อท่อ “สืบทอดอำนาจ”
ภายหลังการเลือกตั้งแล้ว เหล่าผู้ปกครองเมียนมาสามารถ”แต่งตั้ง” คนของตนร้อยละ 25 เข้าไปนั่งในรัฐสภา
แต่งตัง “รัฐมนตรี” ได้ 4 กระทรวง
เป็นการแต่งตั้งและกำหนดโดย”สภากลาโหม”หรือ”สภาความมั่นคง”ของทหาร
ยิ่งกว่านั้น ยังมี”ข้อห้าม”ฉกาจฉกรรจ์
นั่นก็คือ ห้ามมิให้คนซึ่งสมรสกับ”ชาวต่างประเทศ”ดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐหรือ”ประธานาธิบดี”
นั่นก็คือ ห้าม นางอองซาน ซูจี
แล้วผลของ “ประชามติ” เป็นอย่างไร
น่าสนใจก็ตรงที่ในที่สุด ผลประชามติปรากฏออกมาว่าชาวเมียนมากว่าร้อยละ 90 เห็นชอบ
ไม่เห็นชอบได้อย่างไร
ในเมื่อกลไกแห่งอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือของ “ทหาร” และทุกการรณรงค์เป็นไปเพื่อให้ “รับ”
นี่ย่อมต่างจาก “ประชามติ” ในประเทศ”อารยะ”
ตัวอย่างสดๆร้อนๆ คือ บรรยากาศอันเปี่ยมด้วยความเห็นหลากหลายของการเคลื่อนไหว”ประชามติ”ในอังกฤษ
ทั้งที่เห็นด้วย ทั้งที่ไม่เห็นด้วย
ที่เห็นและเป็นอยู่ย่อมแตกต่างไปจากบรรยากาศของ”ประชามติ”เมื่อปี 2551 ในเมียนมาอย่างสิ้นเชิง
เป็นประชามติ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
เป็นประชามติต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ”ในระยะ “เปลี่ยนผ่าน” เพื่อการต่อท่อและ”สืบทอดทางการเมือง”
เป็น “ประชามติ” อันแฝงกลิ่นอาย”เผด็จการ”
สร้างความปวดเจ็บให้กับชาวเมียนมาอย่างลึกซึ้ง

