ตอนที่เคลื่อนกำลังรบและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าก่อรัฐประหารกับตอนที่ใช้อาวุธสงครามจี้บังคับผู้คนแล้วเอาตัวไปกักไว้ในค่ายทหารตามที่อ้างกันอย่างสวยหรูว่าเพื่อ “ปรับทัศนคติ” นั้นไม่มีใครกล่าวถึง การเคารพกติกา เคารพกฎหมาย และปกปักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญแม้แต่คำเดียว
มีเพียงเสียงเพลงกระหึ่ม…ขอเวลาไม่นาน ความสุขจะคืนกลับมา
สอดคล้องกับที่บางกลุ่มการเมืองประกาศอุดมการณ์ก่อนหน้านั้นว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
จาก 2557-2562 กว่า 5 ปีจะล่วงผ่านนานนักหนา
พอมีการเลือกตั้งก็เล่นแร่แปรธาตุ “แก๊งเดิม” พาเหรดกันเข้ายึดครองพื้นที่แห่งอำนาจทุกแขนงทุกแห่งหน ด้วยกติกาสุดแสนพิสดาร
ชัดแจ้งแล้วว่า “ปฏิรูปการเมือง” แค่คำลวง !
ของแท้มีแต่ “ยุทธศาสตร์การครองอำนาจ” ที่มั่นคง ยาวนาน
เป็นความเจริญยั่งยืนของหมู่ของพวกที่เคยร่วมเรียงเคียงบ่าโค่นศัตรูทางการเมืองด้วยกันมา
สงครามกับการเมืองเหมือนกันคือ มี “ชัยชนะ” เป็นเป้าหมายและมากด้วยเล่ห์เพทุบาย
มาถึงวันนี้ เวลานี้ผู้มีอำนาจปกครองเรียกร้องคนทั่วไป คู่แข่งขันทางการเมือง ตลอดจน “คนเห็นต่าง” ให้เคารพกฎหมาย อย่าทำผิดกฎหมาย และให้เคารพรัฐธรรมนูญที่ “นายกรัฐมนตรี” ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญที่ดีไซน์ให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมีสำนึกต่อ “เสียงพลเมือง” !
เพียงรู้จัก “ประสาน” และ “กระจาย” ผลประโยชน์ให้กับ “เสียง” ของกลุ่มการเมือง ให้กับเสียงของ “ส.ว.” และให้กับ “เสียงจากกองทัพ” นายกรัฐมนตรีก็สามารถจะอยู่ในอำนาจต่อไปได้นานเท่านาน
ส่วนบรรดาเครือข่ายบริวารที่เคยร่วมเคียงไหล่ขับไล่ศัตรูทางการเมืองมาด้วยกันนั้นบัดนี้ก็เหมือน “หนูที่ตกถังข้าวสาร” มากด้วยวาสนา ล้นด้วยบารมี อิ่มหมีพีมัน ปรารถนาจะมีกินมีใช้ตลอดไปในชาตินี้
ไม่มีการปฏิรูปอันใด
ทุกสิ่งกลับคืนสู่วงจรเก่าๆ
แต่เมื่อผู้คนเริ่มรู้ทันก็มี “ขุนพล” ผู้กล้าออกมาชี้ว่า พวกที่เคลื่อนไหวต่อต้าน คัดค้าน ล้วนแต่เป็นภัยคุกคาม
เป็นภัยต่อความสุข ทำลายความสงบเรียบร้อย
ทัศนคติของขุนพลไม่นำพาต่ออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย
ไม่เข้าใจต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เป็นขวากหนาม
ถามว่า ท่ามกลางความเป็นไปในโลกยุคปัจจุบัน ถ้า “ขุนพล” ไม่ประสีประสา ไม่รู้ความกันถึงขั้นนี้แล้วจะต้องเอาตัวไป “ปรับทัศนคติ” กันที่ไหน !?!!

