การที่มหาเศรษฐีหมื่นล้าน ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ประกาศลงแข่งขันขั้นต้นเพื่อชิงเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต (Primary Vote) เพื่อสมัครรับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 นั้น
นำมาซึ่งการวิพากษ์ในวงกว้าง
การสมัครเพื่อชิงเป็นตัวแทนพรรคของ “บลูมเบิร์ก” นอกจากเป็นการสร้างแรงกระทบต่อผู้สมัครก่อนหน้าถึง 17 คน ยังนำมาซึ่งคำถามมากมาย เช่น สามารถชนะการเลือกตั้งหรือไม่ รวมทั้งความหวังที่จะล้มแชมป์ด้วย ฯลฯ
ล้วนเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนและกังวลให้แก่อเมริกันชน
ประเด็นเกิดขึ้นเพราะปัจจุบัน สังคมตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งและความปั่นป่วนทางการเมือง อเมริกันชนจึงมีความประสงค์ให้ผู้ที่เก่งและดีเข้ามาบริหารประเทศ
แต่เอกลักษณ์ของ “บลูมเบิร์ก” เพียงแค่ยืนยันลัทธิการเมืองสันติเท่านั้น
ณ วันนี้ เขาเพียงแต่ชูธง “สงบและสติ” เท่านั้น ยังไม่มีมาตรการที่โดดเด่นเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาสังคมของอเมริกัน
ส่วนภาพลักษณ์มหาเศรษฐีของเขา ย่อมมีแรงดึงดูดสำหรับชนชั้นกลางและชนชั้นนำ แต่ไม่ได้รับความสนใจมากนักจากชนชั้นรากหญ้าและคนใช้แรงงาน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สำหรับความแตกแยกสุดโต่งในสังคมอเมริกันนั้น
คุณสมบัติของ “ไมเคิล บลูมเบิร์ก” ไม่น่าจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองตามประสงค์
“บลูมเบิร์ก” ถือเป็นผู้สมัคร Primary Vote คนที่ 18
มีผู้สมัครที่ได้รับเสียงสนับสนุนสูงสุด 4 คนแรก คือ
1.โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดี เป็นนักการเมืองที่ “โปรจีน” นิสัยสุขุมเยือกเย็น
2.เบอร์นี แซนเดอร์ส เป็นนักการเมืองเบอร์ใหญ่มือฉมัง แสวงความก้าวหน้า
3.เอลิซาเบธ วาร์เรน เป็นนักการเมืองสตรีเพศเบอร์ใหญ่ไฟแรง ความคิดสร้างสรรค์
4.ปีเตอร์ บูติเจิจ วัย 37 ปี นายกเทศมนตรีเมืองเซาท์เบนด์ รัฐอินเดียนา
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของ “แซนเดอร์ส”และ “วาร์เรน” ใกล้เคียงกับลัทธิสังคมนิยม
วันนี้ความนิยมของ “โจ ไบเดน” ยังอยู่ในอันดับที่ 1
มีข่าวว่า อันดับรอง 3 คนกำลังตีตื้นไล่ขึ้นมา
หลังจากที่ “บลูมเบิร์ก” ประกาศลงสมัคร Primary Vote
แม้คะแนนสนับสนุนอยู่ในอันดับที่ 5 เป็นรองถึง 4 คน
แต่ก็เป็นการสร้างแรงสะเทือนแก่คู่แข่งทั้ง 4 คนมิใช่น้อย
“บลูมเบิร์ก” กล่าวว่า “ไม่สามารถทนต่อพฤติกรรมที่มุทะลุและไร้ศีลธรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ อีก 4 ปีต่อไป และทราบดีว่าจะต้องใช้เงื่อนไขอย่างไรจึงจะเอาชนะทรัมป์ได้”
คำพูดของ “บลูมเบิร์ก” เป็นการส่งสัญญาณว่า บรรดาผู้สมัครชิงเป็นตัวแทนพรรคนั้น ไม่น่าจะเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ เขาจึงต้องลงสนามด้วยตนเอง
การลงสมัครของ “บลูมเบิร์ก” ถือเป็นความตั้งใจอันแรงกล้าของชายในวัย 77
และเป็นความประสงค์ของฝ่ายโปรจีนในพรรคเดโมแครต
กรณีน่าจะถือเป็นการผลัดใบทางการเมือง
เมื่อเปรียบเทียบการหาเสียงของผู้สมัครระดับหัวแถว “โจ ไบเดน” ออกจะอัตคัดขัดสนเรื่องเงินทุน ส่วน “แซนเดอร์ส” และ “วาร์เรน” ไม่มีความสันทัดในการใช้สื่อเป็นสรณะในขณะที่ “บลูมเบิร์ก” เป็นผู้ที่มีบารมีในวงการสื่อ อีกทั้งเป็นเจ้าของกิจการสื่อ
มหาเศรษฐีระหว่าง “บลูมเบิร์ก” กับ “ทรัมป์” ต่างกันที่คนแรกเสนอข้อริเริ่มให้มีระบบการเก็บภาษีที่
เสมอภาค กฎหมายควบคุมอาวุธปืนต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น ยอมรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตามหลักการวิทยาศาสตร์
ความริเริ่มของเขาสอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคเดโมแครต และเป็นที่ยอมรับได้ของผู้ใช้สิทธิระดับชนชั้นกลาง และยังเป็นการ “เรียกแขก” สำหรับบรรดา Swing Voters ได้อย่างดี
อัน Swing Voters คือกลุ่มผู้ใช้สิทธิที่ยังมิได้ตัดสินใจจะสนับสนุนพรรคใด ย่อมมีโอกาสที่จะเทคะแนนให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ และอาจเป็นตัวแปรในการทำให้ฝ่ายใดชนะหรือแพ้ก็ได้
ส่วนพฤติกรรมของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือทำลายบรรยากาศทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนต่างประเทศก็ได้ทำลายความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างภูมิภาค
อันเป็นพฤติกรรมพฤติเหตุที่เจือสมกันให้เกิดความแตกแยกรุนแรงในสหรัฐ
อันเป็นเบื้องหลังและเหตุผลของ “บลูมเบิร์ก” ที่ตัดสินใจลงสมัครแข่งขัน
ก่อนที่ “บลูมเบิร์ก” ประกาศลงแข่งขัน “โจ ไบเดน” เป็นตัวเต็งของพรรคเดโมแครตที่จะเป็นผู้ท้าชิงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป
เพราะก่อนที่จะไปแข่งกับ “ทรัมป์” ก็ต้องแข่งกับ “บลูมเบิร์ก” ก่อน
“โจ ไบเดน” เป็นนักการเมืองอาวุโส เป็นรองประธานาธิบดีในสมัยรัฐบาลโอบามา
และพรรคเดโมแครตก็ได้ตั้งความหวังให้เขาล้างภาพที่พ่ายแพ้เมื่อ 2016
แต่ความหวังคงมีไม่มาก
สำหรับ “บลูมเบิร์ก” ที่มาในมาดเศรษฐีใหญ่นั้น ก็มิใช่จะผ่านสนามชิงตัวแทนพรรคได้ง่าย เพราะพลันที่เขาประกาศว่าลงแข่ง ก็ถูก “แซนเดอร์ส” โจมตีด้วยถ้อยคำว่า “เศรษฐีหมื่นล้านไม่มีสิทธิมาซื้อการเลือกตั้งทั่วไป”
ส่วน “วาร์เรน” กล่าวว่า “หากประชาธิปไตยเวอร์ชั่นบลูมเบิร์กชนะ นั่นหมายความยอมก้มหัวให้กับปัญหาของเศรษฐีหมื่นล้าน”
ท่ามกลางความแตกแยกอันเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้น
การที่ “บลูมเบิร์ก” จะชนะ “ไบเดน” คงไม่ง่ายอย่างที่คิด
เพราะเพิ่งโหมโรง ก็กลายเป็นเป้านิ่งของ “แซนเดอร์ส” และ “วาร์เรน”
และแม้ชนะ “ไบเดน” ได้เป็นตัวแทนของพรรคไปแข่งกับ “ทรัมป์”
คะแนนเสียงของค่าย “แซนเดอร์ส” และ “วาร์เรน” ก็คงไม่ยอมเทให้ “บลูมเบิร์ก”
ที่สำคัญที่สุด สถานภาพของ “บลูมเบิร์ก” มีจุดเหมือนกับ “ทรัมป์” คือ
เป็นนักการเมือง เป็นนักธุรกิจ การบริหารประเทศคงไม่ต่างไปจากการบริหารบริษัท
สำหรับพรรคเดโมแครต อุดมการณ์คือเปลี่ยน (CHANGE) และคงไม่หวังให้เขามาเป็นผู้นำในการ
เปลี่ยนโครงสร้างของสังคม
แม้ว่าเขาสามารถแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจวอลสตรีทเมื่อปี 2008 ได้
แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาสามารถบริหารประเทศได้
แม้เขาได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์กเมื่อปี 2008
แต่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรครีพับลิกัน อันเป็นการแสดงว่าไม่มีจุดยืนทางการเมือง
เพราะวันนี้เขาย้ายมาอยู่กับพรรคเดโมแครต
นอกจากนี้ ยังมีจุดด่างที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวประชาชนเพื่อค้นตัวในสมัยเป็นนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ซึ่งเป็นพฤติการณ์ละเมิดและคุกคามสิทธิส่วนบุคคล รวมทั้งสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายม็อบที่วอลสตรีท ฯลฯ
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ท่ามกลางภาวะความเลื่อมล้ำทางสังคมในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประเด็นความรวยความจนทิ้งห่างกันมาก และนับวันเพิ่มขึ้น สมาชิกพรรคเดโมแครตที่มากด้วยสตรีเพศ และชนกลุ่มน้อย จะยอมหรือไม่ยอมยกมือให้กับชายชราอย่าง “บลูมเบิร์ก”
“บลูมเบิร์ก” ผู้มีความรู้ทางการเมืองไม่มาก หากเป็นผู้ท้าชิงกับแชมป์เก่า “โดนัลด์ ทรัมป์”
ย่อมเป็นความเสี่ยงอันสูงยิ่ง
แม้สถานภาพใกล้เคียงกับ “ทรัมป์” ในทางอาชีพคือเป็นนักธุรกิจ และมหาเศรษฐี
แต่ “ทรัมป์” ยังอ่อนวัยกว่า และมีประสบการณ์ทางการเมืองโดยเป็นประธานาธิบดี 1 สมัย
ดังนั้น “บลูมเบิร์ก” ย่อมต้องถือเป็นมวยชั้นรอง
และประเด็นสุดท้ายคือ ภูมิหลังของ “ไมเคิล บลูมเบิร์ก” คือ ชาวยิว (Jewish people)
ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะว่า
ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา
ยังไม่เคยปรากฏว่ามีชาวยิวเป็นประธานาธิบดี

