“ประยุทธ์” กำชับทุกหน่วยงานเร่งสรุปความก้าวหน้าท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์ภายในปีนี้ พนักงานการบินไทย ยื่นหนังสือร้องขอความช่วยเหลือ ชาวบ้านถูกไล่ที่นับพันครัวเรือน พร้อมเชียร์ให้อยู่ต่อ 10 ปี
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ เดินทางลงพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา จ.ระยอง ติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์แห่งที่ 3 โดยมี พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บังชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) ให้การต้อนรับ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นประธานการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบรายงานการใช้สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่เพิ่มเติม และก่อสร้างลานจอดเครื่องบินด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มขีดความสามรถในการรองรับผู้โดยสาร โดยวางแผนการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2558-2560 เพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารเป็น 3 ล้านคนต่อปี ระยะที่ 2 ปี 2561-2563 เตรียมการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผู้โดยสาร 5 ล้านคน และระยะที่ 3 หลังปี 2563 เป็นต้นไป ศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้รองรับการเติบโตของกิจการการบินในอนาคต
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดีใจที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง โดยขอให้สรุปความคืบหน้าที่เห็นเป็นรูปธรรมในปีนี้ ซึ่งเรามีศักยภาพในประเทศอยู่มากจึงต้องใช้ให้เต็มที่ โดยรองนายกฯด้านเศรษฐกิจกำลังขับเคลื่อนในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้เต็มศักยภาพ เพื่อให้ด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวเติบโตไปพร้อมกัน โดยเฉพาะจ.ระยอง เป็นจังหวัดที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ เป็นอันดับ 1 ในจีดีพีต่อหัว และเชื่อว่าจะสามารถมีรายได้เพิ่มมากขึ้นหลังโครงการพัฒนาโลจิสติกส์เหล่านี้สำเร็จโดยบริบูรณ์ จึงขอเป็นกำลังใจและขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นผลงานร่วมกันของทุกคนร่วมกัน และอยากให้ประชาชนรู้ว่ากองทัพไทย และกองทัพเรือให้ความร่วมมือ สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชน
“ขอให้การประชุมครั้งนี้ตระหนักถึงศักยภาพของประเทศไทยที่สามารถพัฒนาได้อีกในหลายสาขา เช่น การพัฒนาพื้นที่ฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่จะสามารถสร้างประโยชน์และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่นอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว เป็นต้น พร้อมกับขอบคุณกองทัพเรือที่ให้ความร่วมมือในการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่ เช่นการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
จากนั้น นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวบรรยายสรุปภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกว่า บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกมีฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมเคมีของประเทศคิดเป็นเงินลงทุนร้อยละ 36 ของประเทศ (1.9 ล้านล้านบาท) ผลิตภัณฑ์มวลรวมสาขาอุตสาหกรรมสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 39) โดยรัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม มุ่งเน้นพัฒนาระบบขนส่งทางรางและสร้างโครงข่ายมอเตอร์เวย์ เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางและลดเวลาในการขนส่งสินค้าลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางโดยจะเชื่อมเมืองหลัก และเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านโลจิสติกส์มุ่งเน้นเป็นศูนย์กลางการคมนาคมพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค และด้านการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด เช่น ระบบรถไฟความเร็วสูง กทม. พัทยา ระยอง พร้อมสร้างท่าเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงอ่าวไทย พัทยา จุกเสม็ด ชะอำ และพัทยา เสม็ด เกาะช้าง เป็นต้น
ขณะที่นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน โดยเตรียมร่างกฎหมายสนับสนุนการลงทุน พร้อมจะพัฒนาต่อยอดความพร้อมด้านอุตสาหกรรมและบริการในอนาคต เพื่อทำให้นักลงทุนทั่วโลกรู้จักด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี สำหรับความสำเร็จในการลงทุนของภาคเอกชนในระยะเวลาอันใกล้ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีเอกชนพร้อมลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี ได้แก่ อุตสาหกรรมเป้าหมาย 500,000 ล้านบาท โครงสร้างพื้นฐาน 400,000 ล้านบาท ที่อยู่อาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล 400,000 ล้านบาท และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 200,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกคือการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่ข้างเคียง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามและเร่งรัดแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ถนน ราง ท่าเรือและอากาศ โดยเร่งรัดให้ดำเนินการให้รวดเร็ว ตอบสนองการพัฒนาทั้งระบบโครงการหรือแผนงานไดมีงบประมาณแล้วก็เร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาหรือรวดเร็วกว่านั้น ที่สำคัญจะต้องมีการเชื่อมโยงระหว่าง 3 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา สำหรับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ดนั้นมีความสำคัญที่จะช่วยยกศักยภาพเรื่องการขนส่งและการท่องเที่ยวเช่น จุดจอดเรือยอชต์ และเชื่อมกับภูเก็ต จุดจอดเรือเฟอร์รี่ ที่สำคัญที่สุดจะต้องดูเรื่องการเชื่อมโยงไปท่าเรืออื่นๆ เช่น แหลมฉบัง และสนามบินด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ s Curve นายกรัฐมนตรีขอให้พิจารณาเรื่องธุรกิจสีเขียวและวางแผนให้ชัดเจน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหา เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ต้องไปดูให้ละเอียดและแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และมอบหมายให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หากมีประเด็นข้อกฎหมายหรืออุปสรรค ให้รีบนำเสนอเพื่อหาทางแก้ปัญหาโดยเร็ว ทั้งนี้ ขอให้รับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่และสร้างความเข้าใจ ว่าการพัฒนานี้จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสและยกรายได้ของประเทศ อย่างยั่งยืน
จากนั้นเวลา 11.00 น. นายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งที่ 2 (อู่ตะเภา) ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีนายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม ประธานกรรมการบริษัท นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ร.อ.มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน และ ร.ท.เฉลิมพล อินทรวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายช่าง พร้อมฝ่ายบริการและช่างซ่อมบำรุงให้การต้อนรับ
ทั้งนี้ นายจรัมพร ได้สรุปถึงศักยภาพของศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภาและความคืบหน้าของการพัฒนาศูนย์ซ่อมให้เป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งภูมิภาคตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะพัฒนาให้ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นนิคมอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งศูนย์ซ่อมแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540 พื้นที่ 150 ไร่ มีขีดความสามารถในการซ่อมใหญ่ (Heavy Maintenance) สำหรับเครื่องบินลำ ตัวกว้างแบบโบอิ้ง 747,777 แอร์บัส เอ 330 และเครื่องบินลำตัวแคบแบบโบอิ้ง 737 โดย มีโรงซ่อมอากาศยาน(Hangar) ขนาดใหญ่สามารถนำเครื่องบินเข้าซ่อมบำรุงพร้อมกันได้ 3 ลำ ดำเนินการซ่อมเฉลี่ยปีละ 20 ลำ ทั้งนี้ ศูนย์ซ่อมอากาศยานดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานได้รับการยอมรับในระดับสากลการบินไทย รวมทั้งมีความพร้อมที่จะสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการร่วมพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับการขยายตัว การคมนาคมขนส่งทางอากาศในอานาตค ทั้งระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่มาถึง นายกฯกล่าวกับพนักงานการบินไทยที่มาต้อนรับว่า ขอให้ช่วยๆ ปฏิรูป ขณะเดียวกันทางช่างซ่อมบำรุงได้ยื่นหนังสือต่อนายกฯ ร้องเรียนขอความช่วยเหลือ กรณีถูกไล่ที่อยู่อาศัยในที่พัสดุพื้นที่อยู่อาศัย ต.แสมสาร อ.สัตหีบ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการไล่ที่อยู่ เนื่องจากการจัดระเบียบของภาครัฐ โดยภาครัฐได้รับการร้องเรียนว่ามีนายทุนบุกรุกพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการจัดระเบียบส่งผลให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบกว่าพันครัวเรือน ทั้งนี้ นายกฯได้ส่งมอบเอกสารร้องเรียนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนออกจากศูนย์ซ่อมบำรุง นายกฯได้ร่วมถ่ายภาพกับบรรดาช่างซ่อมบำรุง โดยช่างซ่องบำรุงตะโกนให้กำลังใจในการทำงาน พร้อมขอให้อยู่ต่ออีก 10 ปี โดยนายกฯได้ชี้มาที่สื่อมวลชนที่ติดตามมาทำข่าว โดยบอกว่า ต้องบอกสื่อ เพราะเขาดูอยู่
จากนั้นเวลา 11.30 น. นายกฯ พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยนายกฯ กล่าวว่า การสร้างสนามบินต้องมองถึงอนาคต มีความเชื่อมโยงกับหลายแห่ง และอยากให้มีภาพลักษณ์ของสนามบินที่สะท้อนความเป็นวัฒนธรรมไทยด้วย
จากนั้นนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาท่าเรือเฟอร์รี่ เชื่อมจังหวัดในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน รองรับการขนส่งระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก



