ในปีพุทธศักราช 2562 เป็นปีมหามงคลของราชอาณาจักรไทย อาณาประชาราษฎร์ปีติยินดีทั่วหล้า ต่างแซ่ซ้องถวายพระพรชัยมงคลพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงประกอบพระราชพิธีเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตามพระราชประเพณี
นับเป็นหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้อีกครั้ง ใน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องต้นและเบื้องกลาง
สำหรับพระราชพิธีเบื้องปลาย เสด็จพระราช ดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม เพื่อให้พสกนิกรได้เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล การนี้ กองทัพเรือ สำนักพระราชวัง และกรมศิลปากร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมดำเนินการซ่อมเรือพระที่นั่งและเรือในริ้วขบวน พร้อมทั้งได้ฝึกซ้อมฝีพาย โดยการจัดรูปขบวนเรือ แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ใช้กำลังฝีพายและเจ้าหน้าที่ประจำเรือทั้งหมด 2,399 นาย นับเป็น ครั้งแรก ในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 ที่มีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และเป็นเพียงครั้งเดียวที่เป็นการเสด็จเลียบพระนครทางชลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เป็นความงดงามที่พสกนิกรชาวไทยเฝ้ารอเพื่อชื่นชมพระบารมี และความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก
ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัด ขบวนราบ เพิ่ม ซึ่งเป็นกำหนดการเพิ่มเติมที่จะมีขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นการเสด็จฯ เลียบพระนครทางชลมารคแล้ว โดยริ้วขบวนราบยาตราออกจากท่าราชวรดิฐไปยังพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
เสด็จฯ เลียบพระนครทางชลมารค
พระราชพิธีเริ่มต้นขึ้น เวลา 16.02 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราช
ภูษิตาภรณ์ สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ สวมสายสร้อยจุลจอมเกล้า และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังเรือนแพที่ประทับรับรองบริเวณท่าวาสุกรี
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเส้าสูง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระดำเนินไปยังท่าวาสุกรี ประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระแสงขรรค์ชัยศรี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับพระราชอาสน์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติมหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประทับที่กราบเรือพระที่นั่งด้านขวา
ขณะที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปประทับพระเก้าอี้บนเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา
พร้อมกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ประดิษฐานในบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ขณะที่เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ทอดบัลลังก์กัญญาเป็นเรือพระที่นั่งรอง
เวลา 16.25 น. เคลื่อนขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคออกจากท่าวาสุกรีไปตามชลวิถีท้องน้ำเจ้าพระยา ตลอดระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ใช้บทเห่เรือทั้งหมด 3 องก์ ดังกึกก้องไปทั่วลำน้ำ ประกอบด้วยบทสรรเสริญพระบารมี (บทใหม่) บทชมเรือ และบทชมเมือง ประพันธ์โดย น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ขับร้องบทเห่เรือโดย น.อ.ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ
กระทั่ง เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ ทุกพระองค์เสด็จขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ เสด็จฯ ไปยังพลับพลาที่ประทับรับรอง
พสกนิกรแซ่ซ้องทรงพระเจริญ
ตลอดเส้นทางเสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พสกนิกรจากทั่วสารทิศต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองมาเฝ้าฯรับเสด็จอย่างเนืองแน่นทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท่า
วาสุกรี สะพานพระราม 8 สวนสันติชัยปราการ ลานพลับพลาสยามินทราศิริราชานุสรณีย์ โรงพยาบาลศิริราช ท่าพระจันทร์ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมอู่ทหารเรือ สวนนาคราภิรมย์ ไปจนถึงท่าราชวรดิฐ
ในการนี้ ทุกพระองค์มีพระพักตร์แจ่มใส สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จตลอด 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เคลื่อนผ่าน พสกนิกรทั้งสองฝั่งแม่น้ำต่างพร้อมใจกันส่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ และโบกธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ปลิวไสว บางคนนำกล้องและโทรศัพท์มือถือมาเก็บภาพประทับใจ ประชาชนส่วนหนึ่งยังได้ใช้กล้องส่องทางไกลเพื่อมองขบวนเรือให้ชัดเจนด้วย โดยภายหลังจากขบวนเรือทั้งหมดเคลื่อนผ่านแล้ว ประชาชนต่างมาเฝ้าชมจอโทรทัศน์เพื่อดูการถ่ายทอดจนจบพระราชพิธี
ริ้วขบวนราบยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ
ต่อมาเวลา 17.51 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมาลาเส้าสูง เสด็จขึ้นเกยหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ประทับพระราชยานพุดตานทอง ริ้วขบวนราบยาตราไปยังพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท พระบรมมหาราชวัง มีพระราชยานถมอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 นำริ้วขบวนราบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองครักษ์ประจำพระองค์คู่เคียง
พระราชยานพุดตานทองฝั่งซ้าย และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองครักษ์ประจำพระองค์คู่เคียงพระราชยานพุดตานทองฝั่งขวา
ริ้วขบวนราบยาตราขบวนเป็นระยะทางประมาณ 820 เมตร ความยาวริ้วขบวนประมาณ 400 เมตร จัดกำลังพลประมาณ 800 นาย เดินในท่าเดินกึ่งสวนสนาม ประกอบจังหวะเพลงมาร์ชในเพลงพระราชนิพนธ์ จำนวน 6 เพลง ประกอบด้วย เพลงมาร์ชราชวัลลภ มาร์ชธงชัยเฉลิมพล ยามเย็น ใกล้รุ่ง สรรเสริญเสือป่า และเพลงสรรเสริญพระนารายณ์
โดยตลอด 2 เส้นทางเสด็จมีพสกนิกรต่างพร้อมใจสวมเสื้อเหลืองมาปักหลักจับจองพื้นที่ข้ามคืนและนั่งรอเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดทั้งวัน เมื่อริ้วขบวนราบเคลื่อนผ่าน ต่างเปล่งเสียงถวายพระพรทรงพระเจริญแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
กระทั่งริ้วขบวนราบยาตราถึงพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ทุกพระองค์ประทับพักพระราชอิริยาบถ สมควรแก่เวลา เสด็จฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
นับเป็นความปลาบปลื้มที่พสกนิกรชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งทางบกและทางน้ำ เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีโดยสมบูรณ์
ปีพุทธศักราช 2562 จึงนับเป็นปีมหามงคลที่จารึกลงในประวัติศาสตร์บนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

