นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ facebook live กล่าวถึงผลสำรวจของนิด้าโพล เกี่ยวกับคะแนนนิยมการเป็นนายกรัฐมนตรี ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แซงหน้า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า หลายคนในสังคมคงรู้สึกแปลกใจ และตั้งคำถามกับตัวเองว่า ประเทศไทยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องยอมรับความจริงว่า กระแสของสังคมที่มีต่อนายธนาธรยังคงร้อนแรงอยู่ โดยใช้การขับเคลื่อนผ่านสังคมโซเชี่ยลมีเดีย ยิ่งตราบใดที่ผู้คนในสังคมมีความรู้สึกว่านายธนาธร หรือพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากเท่าไหร่ กระแสความเห็นใจและสนับสนุนนายธนาธร หรือพรรคอนาคตใหม่มีเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ยิ่งตอนนี้นายธนาธรไม่ได้เป็น ส.ส. ก็เหมือนกับการปิดกันการเคลื่อนไหวภายในสภา เป็นโอกาสที่จะสร้างความชอบธรรมให้นายธนาธรเคลื่อนไหวนอกสภาได้อย่างเต็มที่ เห็นจากปรากฎการณ์ของแฟล็ซม็อบ หรือการเคลื่อนไหวในเทศกาลปีใหม่กับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ แล้วใช้สื่อโซเชี่ยลกระพือข่าว ทำให้กระแสความนิยมยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันบทบาทและท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ ก็ยังติดกับดักกับการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ การลงพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิตในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็เกิดภาพการแสดงถึงความเบื่อหน่ายของผู้หญิงคนหนึ่งต่อ พล.อ.ประยุทธ และสื่อโซเชียลก็นำไปขยายผลในด้านลบ จึงทำให้ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธก็ลดลงโดยปริยาย ทั้งนี้ ไม่ได้นับรวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ประชาชนคนส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาปากท้องอยู่ในขณะนี้ เกิดภาพเลิกจ้างแรงงานจากโรงงานต่างๆ คนงานตกงาน ดัชนีการส่งออกลดลง อุตสาหกรรมรถยนต์ย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทย คนฆ่าตัวตายด้วยพิษเศรษฐกิจแบบรายวัน ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่บั่นทอนความนิยมในตัวของ พล.อ.ประยุทธแทบทั้งสิ้น
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

การที่กระแสความนิยมของนายธนาธรผงาดขึ้นมาเป็นคู่แข่ง และแซงหน้า พล.อ.ประยุทธไปได้นั้น ต้องตั้งคำถามกับ คสช.แบบดังๆ ว่า 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จ คสช.ได้ใช้อำนาจรัฐาธิปัตย์ หรือ ม.44 แก้ปัญหาของประเทศอะไรได้บ้าง จากระบอบทักษิณที่เป็นปัญหาของประเทศ คสช.ได้ล้มล้าง หรือจัดการได้สิ้นซากหรือไม่ หรือเป็นเพียงการฮั้วทางอำนาจเพื่อความอยู่รอดของ คสช.ข้อสงสัยในสังคมก็คือ กรณี คสช.ปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนีคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ออกนอกประเทศไปได้อย่างไร ถ้า คสช.คิดว่าอำนาจในระบอบทักษิณกำลังจะหมดไป แต่อย่าลืมว่า อำนาจใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวผ่านสังคมโซเชียลมีเดีย ภายใต้การบริหารจัดการของพรรคอนาคตใหม่ จะรุนแรงและเข้มแข็ง ทรงพลังมากกว่าอีกหลายเท่า
แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือเป็นผลิตจาก คสช. จึงทำให้คนส่วนใหญ่ที่ยึดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงยอมรับไม่ได้ จากความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็น คสช.มาแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ แต่ คสช.กลับมาทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง
ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อ ปี2549 การยึดอำนาจของ คมช.เป็นการรัฐประหารเสียของ และมาถึงปี2557 การยึดอำนาจของ คสช.ยิ่งกว่าการเสียของ เพราะทำให้หลายคนเสียคนไปแล้ว
ส่วนผลการสำรวจของนิด้าโพล ที่พูดถึงความนิยมของประชาชนต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีทั้งๆที่นายอภิสิทธิ์ได้ลดบทบาททางการเมืองไปนานแล้ว แต่ความเป็นนักการเมืองมือสะอาด มีความซื่อสัตย์สุจริตยังเป็นอมตะอยู่ ซึ่งในสังคมไทยยังยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมืองเป็นอันดับต้นๆ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจะอยู่หรือไป ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการนี้
1.ความซื่อสัตย์สุจริตของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและบริวารคนรอบข้าง
2.ความสามารถในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลวก็จะพบกับจุดจบเร็วขึ้น
3.ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธก็เช่นเดียวกัน จะบริหารประเทศได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ3ปัจจัยนี้เท่านั้น

