รายงานหน้า 2 : ไฟใต้ 15 ปี สูญเสีย 4 พันชีวิต ชู5นโยบายสร้างสันติสุข

31.12.19 | 11:30 น.

ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมาเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา เป็นอีกปีที่เกิดความสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ ในหลายต่อหลายเหตุการณ์


จากสถิติข้อมูลพบว่า เกิดเหตุการณ์ระเบิดรถจักรยานยนต์ คารบอมบ์ลอบวางระเบิด 59 ครั้ง การลอบยิง 65 ครั้ง โจมตีที่ตั้ง วางเพลิง ก่อกวน รวมกัน ไม่ต่ำกว่า 165 ครั้ง ทั้งหมดมีทหาร ตำรวจ เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 90 คน ประชาชนเสียชีวิต 28 ราย บาดเจ็บ 53 คน เจ้าหน้าที่ อส.เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บ 11 คน และยังมีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาอีกกว่าสิบรายที่ได้รับบาดเจ็บ

เริ่มจากพื้นที่ จ.ยะลา ช่วงเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 คนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ ยิงถล่มป้อมจุดตรวจร่วม ชรบ.บ้านทุ่งสะเดา ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตภายในจุดตรวจมากถึง 15 ราย นับเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายปี รวมทั้งมีผู้บาดเจ็บ 5 คน กลุ่มก่อความไม่สงบยังฉกปืนไป ก่อนวางระเบิด เผายางรถยนต์ โปรยตะปูเรือใบ เพื่อหลบหนีและสกัดกั้นการติดตาม

พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พล.ต.ต.ปราบพาล มีมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผวจ.ยะลา นายวันสุกรี แวมามะ ป้องกันจังหวัดยะลา สนธิกำลัง 3 ฝ่ายพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด “ศรศึก-ศรชัย” ภ.จว.ยะลา ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ยะลา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบสภาพกำแพงบังเกอร์ที่ตั้งฐานจุดตรวจ ถูกถล่มพังราบ มีปลอกกระสุนปืนอาก้า เอ็ม16 และลูกซอง นับร้อยปลอกตกเกลื่อน และรอยเลือดกระจายเต็มทั่วบริเวณ

Advertisement

จากการตรวจสอบและสอบสวนที่เกิดเหตุ เชื่อว่ามีคนร้ายร่วมปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า 40 คน แบ่งหน้าที่กันทำงานตามแผนอย่างดี แต่ทราบตัวตนคนร้าย 12 ราย ยืนยันจากดีเอ็นเอ 3 คน และออกหมายจับ ป.วิอาญา ควบคุมตัว 11 คนได้ปล่อยตัวกลับภูมิลำเนา 6 คน

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ระดมปิดล้อม ตรวจค้น กระทั่งพบความเคลื่อนไหวของผู้ถูกออกหมายจับ 2 ราย จึงส่งกำลังไปติดตามก่อนยิงปะทะกัน ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก นายซอบรี หลำโส๊ะ นายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ พร้อมปืน โดยอาวุธปืนที่พบนำไปตรวจสอบยังพบเคยนำไปใช้ก่อเหตุไม่สงบในพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง

จ.นราธิวาส ในรอบปีที่ผ่านมา สำนักงานเยียวยาจังหวัดนราธิวาส เก็บรวบรวมบันทึกเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ 95 ครั้ง ทรัพย์สินเสียหาย 18 รายการ มีผู้บาดเจ็บ 59 คน พิการ 3 คน และเสียชีวิต 15 ราย เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจเกิดขึ้นวันที่ 18 มกราคม หลังคนร้ายกว่า 10 คน แต่งกายชุดดำคล้ายทหารใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่กุฏิพระวัดรัตนานุภาพ อ.สุไหงปาดี ส่งผลให้ พระครูประโชติ รัตนานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี มรณภาพ มีพระลูกวัดอีก 1 รูป ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

สำหรับนราธิวาส ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นความผิดพลาดสำคัญ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงปะทะบนเขาตะเว บ้านลิแง ต.ผดุงมาตร อ.จะแนะ จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายฮาพีซี มะดาโอะ อายุ 24 ปี นายบูดีมัน มะลี อายุ 26 ปี และ นายมะนาซี สะมะแอ อายุ 27 ปี แล้วระบุว่าผู้เสียชีวิตเป็นผู้ก่อความไม่สงบ ต่อมาทราบว่า ทั้ง 3 คน เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้าน ไม่ใช่ผู้ก่อความไม่สงบ

ต่อมาวันที่ 17 ธ.ค. ที่โรงเรียนบ้านอาแน หมู่ 8 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.สมพล ปานกุล แม่ทัพน้อยที่ 4 พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจกับญาติผู้เสียชีวิตและชาวบ้าน โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อหน้าญาติผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันความบริสุทธิใจและโปร่งใสต่อการปฏิบัติหน้าที่ กองทัพยอมรับในความผิดพลาด หลังเกิดเหตุได้ให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ทหาร ฝ่ายปกครอง แพทย์ นักสิทธิมนุษยชน เดินทางขึ้นไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุว่าไม่มีการสร้างฉาก เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ขอยืนยันว่าจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ด้วยความโปร่งใสและพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ แม้เบื้องต้นพบว่าเป็นการสำคัญผิดของเจ้าหน้าที่ หากภายหลังพบว่าเจ้าหน้าที่กระทำความผิดด้วยความจงใจ ก็จะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาทหารขั้นสูงสุดโดยไม่มีข้อยกเว้น

เป็นบทเรียนในการทำงานของภาครัฐ และจะต้องมอบความยุติธรรมให้กับเหยื่อของเหตุการณ์ เพื่อมิให้เป็นชนวนของความไม่สงบต่อไป

ส่วน “จ.ปัตตานี” แม้สถิติของการก่อเหตุรุนแรงลดลง แต่ก็มีเหตุการณ์ที่กองกำลังของคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือ บุกโจมตีจุดตรวจร่วม บ้านกอแลบีเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมืองปัตตานี เป็นเหตุให้ทหารและ อส.เสียชีวิต 4 นาย สาหัสอีกหลายราย นับเป็นเหตุการณ์ถูกโจมตีครั้งใหญ่ที่สุด ภายหลังฝ่ายความมั่นคงออกมาระบุ ว่ามีคนร้ายร่วมก่อการ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 40 คน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถติดตามออกหมายจับได้ 14 คน ขณะที่แม่ทัพสั่งเปิดปฏิบัติการพิเศษรุกเต็มรูปแบบ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ระดมไล่ล่าผู้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งเจ้าหน้าที่ติดตามและวิสามัญฯคนร้ายระดับแกนนำสำคัญ BRN 2 ราย คือ นายซอบรี หลำโส๊ะ กับนายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ ที่บ้านคอลอตันหยง ผู้ต้องหาคดีที่มีหมายจับหลายคดี

สำหรับ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา แม้เกิดปัญหาความไม่สงบไม่มาก แต่ได้เกิดเหตุใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจเกิดขึ้นช่วงต้นปี กรณีคนร้ายลอบวางระเบิดในรถยนต์ หรือ คาร์บอมบ์ ริมถนนสายชนบท บ้านนิคมเทพา เส้นทางระหว่างฐานของหน่วยเฉพาะกิจสงขลากับ สภ.ห้วยปลิง หมู่ 3 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ทำให้รถกระบะที่คนร้ายใช้ประกอบคาร์บอมบ์ระเบิดกลายเป็นเศษเหล็ก โชคดีที่มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 2 รายเป็นตำรวจ สภ.ห้วยปลิง แต่สืบสวนสอบสวน กลับพบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บพ 1331 สงขลา ที่คนร้ายนำมาใช้บรรจุระเบิดนั้น เป็นของนายอมตะ สโมทานทวี อายุ 62 ปี หรือ ครูจ้อง อดีตข้าราชการครูเกษียณ เมื่อติดตามสืบสวนไปยังชื่อผู้ครอบครอง กลับพบครูจ้องถูกฆ่าแขวนคอเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่คาดว่า คนร้ายน่าจะก่อเหตุฆ่าชิงรถกระบะไปประกอบระเบิดคาร์บอมบ์ เป็นเหตุสะเทือนใจ สะเทือนขวัญประชาชนตั้งแต่ต้นปี

นอกจากนี้ ยังมีเหตุกลุ่มก่อความไม่สงบ ปล้นร้านทองครั้งใหญ่ในพื้นที่ อ.นาทวี ช่วงบ่ายวันที่ 24 สิงหาคม โดยกลุ่มคนร้ายกว่า 10 คนแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ บางส่วนแต่งกายเป็นผู้หญิง ควงอาวุธสงคราม เข้าปล้นร้านทอง “ห้างทองสุธาดา” ตั้งอยู่เลขที่ 178-180 กลางตลาดนาทวี ได้ทองน้ำหนักกว่า 1,000 บาท มูลค่าเกือบ 50 ล้านบาทหลบหนีไป

ภายหลัง พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.9 ออกมายืนยันว่า กลุ่มก่อเหตุเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ คาดว่าเป็นกลุ่มที่เคยก่อเหตุปล้นเต็นท์รถยนต์มือสอง ใน อ.นาทวี การเข้าปล้นครั้งนี้เพราะต้องการเงินสำหรับนำไปใช้สร้างสถานการณ์ เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เข้มงวดตัดท่อน้ำเลี้ยงของแนวร่วมมาตลอด

ก่อนที่ศาลจังหวัดนาทวีอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ 6 ราย ล้วนเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ช่วงปลายปี หน่วยงานด้านความมั่นคง เร่งวางมาตรการเพื่อป้องกันเกิดเหตุไม่สงบขึ้นทั้งในพื้นที่ 4 อำเภอรอยต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงอำเภอเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอเมือง และอำเภอสะเดา

กว่า 15 ปี ของเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เริ่มขึ้นในปี 2547 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รวบรวมเหตุการณ์และความสูญเสียแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ เหตุการณ์ความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปลายปี 2562 มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นรวม 9,987 ครั้ง แบ่งเป็นเหตุยิง 4,315 ครั้ง การซุ่มโจมตี 191 ครั้ง โจมตีที่ตั้ง 42 ครั้ง การวางระเบิด 3,512 ครั้ง การวางเพลิง 1,514 ครั้งในจำนวนนี้เป็นวางเพลิงเผาโรงเรียน 315 ครั้ง บ้านเรือน 289 ครั้ง ตู้โทรศัพท์ 267 ครั้ง เสาสัญญาณและอุปกรณ์โทรคมนาคม 212 ครั้ง และเผาสถานที่ราชการ 125 ครั้ง ฆาตกรรมด้วยวิธีรุนแรงทารุณกรรม 92 ครั้ง มีเจตนาแย่งอาวุธ 176 ครั้ง ชุมนุมประท้วงเจ้าหน้าที่ 65 ครั้ง ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ 48 ครั้ง การใช้เหตุรุนแรง เช่น ยิงรบกวน ขว้างระเบิดเพลิง เผายางรถยนต์ โปรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ ถอดนอตรางรถไฟหรือเสาไฟฟ้า และวางวัตถุต้องสงสัย 3,582 ครั้ง เหตุร้ายแรงอื่นๆ อีก 5,557 ครั้ง

ส่วนสถิติความสูญเสีย ยอดรวมผู้เสียชีวิตตลอด 15 ปี ไฟใต้อยู่ที่ 4,014 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 10,651 คน เป็นประชาชน เสียชีวิต 2,605 ราย บาดเจ็บ 5,943 ราย ทหาร เสียชีวิต 578 นาย บาดเจ็บ 2,735 นาย ตำรวจ เสียชีวิต 389 นาย บาดเจ็บ 1,599 นาย ผู้นำท้องถิ่น เสียชีวิต 241 ราย บาดเจ็บ 170 คน ครูเสียชีวิต 109 ราย บาดเจ็บ 130 คน คนร้ายเสียชีวิต 64 ราย บาดเจ็บ 7 คน ผู้นำศาสนาและพระสงฆ์เสียชีวิต 23 ราย บาดเจ็บ 25 คน พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยเสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บ 42 คน

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาไฟใต้ในยุคของ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รอบปีที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกับผู้บริหารราชการระดับสูง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา อีกทั้งกำลังพลทุกหน่วยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาภายใต้หลักสันติวิธี

โดยมีข้อเสนอ 5 นโยบายที่สำคัญ 1.ทำให้พื้นที่ปลอดเหตุประชาชนปลอดภัย จัดหน่วยจรยุทธพิเศษเคลื่อนที่เร็วเข้าไปลาดตระเวน และนอนปะปนในหมู่บ้านเป้าหมายที่คนร้ายมักเข้าหลบซ่อนพักพิงตามที่ได้รับแจ้งมาจากแหล่งข่าว เพื่อระวังป้องกันไม่ให้คนร้ายลงมาวางแผน ก่อเหตุและดึงชาวบ้านเป็นเครื่องมือได้ รวมทั้งให้เพิ่มการจัดกำลังลาดตระเวนทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ เพื่อหาเส้นทางการหลบหนีของผู้ก่อเหตุในแต่ละครั้ง และด้านการข่าวมีความแม่นยำ 100% มีการเพิ่มปริมาณผู้คนดำเนินการด้านการข่าว ในการติดตามเพื่อจับกุมคนร้าย

2.แก้ปัญหายาเสพติด ได้ติดตามสกัดจับกุม การลำเลียงของกลุ่มขบวนการค้ายา ตามจุดด่านสกัด และติดตามผู้เสพเข้าบำบัดรักษาตัว ในโครงการค่ายแคมป์ 35 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี มีผู้ผ่านการบำบัดแล้ว

3.พูดคุยสันติสุขกับทุกกลุ่ม ตั้งสภาสันติสุขทั้ง 290 ตำบลให้เต็มพื้นที่ให้เกิดภาพทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดภาพภาคประชาสังคมที่ใหญ่ที่สุด

4.รวมใจไทยหนึ่งเดียว พหุวัฒนธรรม ภายใต้ธงไตรรงค์ สนับสนุนหนุนเสริมกิจกรรมประเพณีของชุมชนทั้ง 3 ศาสนา 3 วัฒนธรรม ไม่ให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างกัน ลดทอนความอคติระหว่างกัน

และ 5. กลมเกลียวสร้างสรรค์สันติสุข ร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มศักยภาพให้กับผู้นำชุมชน แกนนำชุมชน ผู้ด้อยโอกาสต่างๆ มีการเสริมสร้างรายได้ อาชีพเสริม

ทั้งหมดนี้คาดหวังว่าจะสามารถสร้างสันติสุข ให้กลับคืนมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้ง