‘เบร็กซิท’กรณีศึกษา ประชามติที่อังกฤษ

23.06.16 | 11:07 น.

สหราชอาณาจักร (ยูเค) หรือที่เราเรียกรวมๆ กันติดปากว่าอังกฤษ กำลังจัดลงประชามติครั้งสำคัญในวันที่ 23 มิถุนายน ขณะที่ไทยอยู่ในระหว่างกระบวนการรณรงค์เพื่อการลงประชามติเช่นเดียวกัน

แม้ว่า “ประเด็น” การทำประชามติจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “กระบวนการ” เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์จากดำเนินการ ที่สะท้อนความคิดและความต้องการของประชาชนให้มากที่สุดและเป็นอิสระที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

การทำประชามติว่า อังกฤษควรยังคงสภาพเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือจะออกจากการเป็นสมาชิกอียู ที่เรียกกันว่า “เบร็กซิท” ซึ่งเป็นการผสมคำว่า “บริเทน” กับ “เอ็กซิท” เข้าด้วยกันตามแนวทางที่เคยมีการผสมคำ “กรีซ” และ “เอ็กซิท” เข้าด้วยกันเป็น “เกร็กซิท” ก่อนหน้านี้ ยังคงใช้หลักการพื้นฐานทั่วไปสำหรับการทำประชามติ นั่นคือ เปิดโอกาสให้ “ทุกคน” ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ซึ่งเป็นอายุที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สามารถแสดงความคิดเห็นได้

ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ได้คะแนนเสียงรวมเกินกว่าครึ่งหนึ่ง “ของจำนวนเสียงในการโหวต” ทั้งหมดคือผู้ชนะ

ที่มาของเบร็กซิท เกิดขึ้นในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษเมื่อปี 2015 เมื่อ นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน กล่าวให้สัญญาระหว่างการหาเสียงว่าจะจัดให้มีขึ้น “เพราะถึงเวลาที่อังกฤษจะต้องจัดการกับปัญหานี้ให้กระจ่างชัดเสียที” ได้แล้ว ท่ามกลางแรงกดดันทั้งภายในพรรคอนุรักษนิยมของคาเมรอนเอง และจากพรรคการเมืองอีกบางพรรค โดยเฉพาะพรรคอิสรภาพสหราชอาณาจักร หรือยูคิป ที่ใช้การลาออกจากอียูเป็นนโยบายหลักการในหาเสียงเลือกตั้ง

Advertisement

รัฐบาลเปิดโอกาสให้ชาวอังกฤษ, ไอริช และผู้ถือสัญชาติเป็นพลเรือนในประเทศเครือจักรภาพ ทั้งหมด ที่มีสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งคนที่อยู่ในต่างประเทศลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนได้ รวมทั้งอนุญาตให้ลงประชามติ “ทางไปรษณีย์” ได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เพื่อให้การลงประชามติครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ คณะกรรมการการเลือกตั้งของอังกฤษ คือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการให้แน่ใจว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นธรรม มีการกำหนดตัวองค์กรในรูปของคณะกรรมการเพื่อการรณรงค์ของทั้ง 2 ฝ่ายขึ้นอย่างเป็นทางการ ฝ่ายที่รณรงค์ให้ลาออกจากสมาชิกอียูเรียกว่า คณะกรรมการ “โหวตลีฟ” ฝ่ายที่ต้องการให้คงอยู่เรียกว่า คณะกรรมการ “บริเทน สตรองเกอร์ อิน ยุโรป” แต่ถูกเรียกสั้นๆ ว่า คณะกรรมการ “รีเมน”

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของอังกฤษจัดสรรงบประมาณให้ทั้งสองฝ่าย เป็นค่าใช้จ่ายในการรณรงค์เบื้องต้นจำนวน 600,000 ปอนด์ (ราว 3 ล้านบาท) แต่เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายหาเงินบริจาคเพื่อการรณรงค์ได้ เพียงจำกัดให้ใช้ได้ไม่เกิน 7 ล้านปอนด์ (ราว 36 ล้านบาท) สำหรับใช้การรณรงค์ผ่านสื่อวิทยุ-โทรทัศน์, การจัดส่งข้อมูล-ข้อเท็จจริงและข้อความโน้มน้าวทางไปรษณีย์, เรื่อยไปจนถึงการจัดการชุมนุมรับฟังการรณรงค์ภายในสถานที่หรือภายนอกสถานที่ เป็นต้น

รัฐบาลเปิดให้ใช้สื่อรณรงค์เพื่อการนี้อย่างเต็มที่ ทั้งเขียนบทความแสดงความคิดเห็น หรือนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบด้านต่างๆ ในเวลาเดียวกันสื่อมวลชนก็ทำหน้าที่ของตนอย่างอิสระและเต็มที่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทีมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แต่ละฝ่ายนำเสนอออกมา เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะอีกต่อหนึ่ง

ข้อที่น่าสนใจก็คือ การทำประชามติในอังกฤษแยกต่างหากจากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง และเปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองเรื่อยไปจนถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมาชิกสภาสามัญ) สมาชิกวุฒิสภา (สภาขุนนาง) ใช้ความคิดและการตัดสินใจเป็นอิสระได้อย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้แนวทางของพรรค

นั่นทำให้แม้ตัวนายกรัฐมนตรี คาเมรอน และจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะยืนอยู่ข้างยังคงอยู่กับอียูต่อไป แต่รัฐมนตรีในรัฐบาล เรื่อยไปจนถึงผู้อาวุโสภายในพรรคอย่าง ไมเคิล โกฟ และบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีนครลอนลอน กลับเห็นด้วยกับการออกจากอียู

ในทางกลับกันเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงาน พรรคฝ่ายค้านสำคัญของอังกฤษ กลับเห็นด้วยที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอียูต่อไป เช่นเดียวกับ ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคฝ่ายค้าน

บุคคลสาธารณะต่างๆ สามารถแสดงความเห็นและความเชื่อของตนเองต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย ตัวอย่างเช่นเทอร์เรนซ์ อดัมส์ เจ้าพ่อวงการรับเหมาก่อสร้างในอังกฤษที่เห็นด้วยกับการออกจากอียู และเป็นหนึ่งในผู้บริจาคเงินสมทบทุนให้กับ “โหวตลีฟ” ด้วย

ขณะที่คนดังอย่าง เดวิด เบ็คแฮม แสดงความคิดเห็นสนับสนุนการคงอยู่ในอียู เป็นต้น

เนื่องจากประชามติครั้งนี้มีผลผูกพันถึงอนาคตของประเทศและประชาชนทั้งมวล จึงถือเป็นสิทธิและเสรีภาพของทุกคนที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ ผลก็คือทุกคนสามารถเคลื่อนไหวหรือโน้มน้าวผู้อื่นได้อย่างอิสระ ทำให้เกิดกลุ่มอาสาสมัครรณรงค์ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติเรื่อยไปจนถึงระดับชุมชน ตัวอย่างของกลุ่มอาสาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มีอาทิ กลุ่ม “เกย์ แอนติ-อียู”, กลุ่ม “เอาท์ แอนด์ พราวด์” เป็นต้น

ทางหนึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง ถึงขนาดนักสังเกตการณ์บางคนเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษว่า “สงครามโฆษณาชวนเชื่อครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

แต่ในอีกทางหนึ่งก็ทำให้เกิดการแตกแยกในทางความคิดกว้างขวางมากเช่นเดียวกัน และลงลึกไปจนถึงระดับหน่วยย่อยของสังคมอย่างเช่น ภายในครอบครัว จนประชามติ “ออก-คงอยู่” ครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นประเด็นก่อความแตกแยกสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นกัน

ความแตกแยกทางความคิดเห็นได้ชัดจากผลการสำรวจความคิดเห็นหรือการทำโพลของสำนักโพลต่างๆ ที่สำรวจและเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ

ข้อสังเกตของนักวิชาการด้านนี้อย่างศาสตราจารย์ จอห์น เคอร์ติซ ซึ่งเคยกำกับดูแลการทำเอ็กซิทโพลในการเลือกตั้งทั่วไปคือ ถ้าหากใช้วิธีการสำรวจออนไลน์ ฝ่าย “ออก” มักมีสัดส่วนเหนือกว่า แต่ถ้าหากสำรวจทางโทรศัพท์ ฝ่าย “คงอยู่” จะเหนือกว่า แต่ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ที่บอกว่า “ยังไม่รู้” หรือยังไม่ตัดสินใจนั้น มีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 17-20 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว

ก่อนหน้าวันลงประชามติ ผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนจะได้รับไปรษณียบัตรจาก กกต. แจ้งให้ทราบวันและเวลา รวมทั้งสถานที่ที่บุคคลดังกล่าวจะต้องไปใช้สิทธิในศูนย์ลงประชามติรวมทั้งสิ้น 382 ศูนย์ทั่วประเทศ ระหว่าง 07.00 น. เรื่อยไปจนถึง 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ละศูนย์จะนับคะแนนและประกาศผลรวมคะแนนของตนเอง ก่อนที่จะส่งไปยังศูนย์ภูมิภาค 12 ศูนย์ ซึ่งจะเป็นผู้ประกาศผลรวมคะแนนเป็นระยะๆ

ผลการลงประชามติจะรับรู้กันในเวลาใดขึ้นอยู่กับว่าการทำประชามติครั้งนี้สูสีมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า อีก 6 ชั่วโมงต่อมา คือเวลา 04.00 น.วันที่ 24 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่น แนวโน้มของคะแนนน่าจะชัดเจนจนบอกได้แล้วว่าใครจะชนะ

ผลการทำประชามติ จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาเพื่อลงมติรับรองของสภาสามัญ (สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ) ซึ่งส่งผลให้ ส.ส.สามารถใช้เสียงข้างมากคว่ำประชามติได้

หากต้องการทำ “อัตนิวิบาตกรรมทางการเมือง” อันขัดต่อเจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกมาในการทำประชามติครั้งนี้

25