ถามว่ากรอบเวลาการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจที่กำหนดแค่ 5 เดือนของรัฐบาล โดยไม่ย้อนกลับไปยัง 5 ปีของรัฐบาลนับแต่หลังรัฐ ประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
มาจากสมองก้อนโตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เองหรือไม่
เพราะแม้กระทั่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็มีความเห็นอย่างเดียวกัน
หรือว่าจะมาจากความรอบรู้ในแบบ “ศรีธนญชัยรอดช่อง”ของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบงานด้านกฎหมายของรัฐบาล
ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น
ไม่น่าจะเป็นความคิดหรือความเข้าใจโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เพราะ 2 คนนี้เป็น “ทหาร”
เพราะ 2 คนนี้มีประสบการณ์และความรอบรู้ในทางการเมืองโดยเฉพาะต่อญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจน้อยมาก
ขณะเดียวกัน ก็ไม่น่าจะมาจาก นายวิษณุ เครืองาม
นายวิษณุ เครืองาม แม้จะได้ฉายาจากนักข่าวประจำทำเนียบรัฐ บาลถึงขั้น “ศรีธนญชัยรอดช่อง” แต่อย่างน้อยก็เข้าสู่แวดวงการเมืองตั้งแต่ยุค พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก เป็นผบ.ทบ.
ผ่านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กระทั่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงไม่น่าจะไม่รู้ว่าแม้กระทั่ง “สูติบัตร” เมื่อปี 2475 ของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ก็เคยมีการฟื้นขึ้นมาแล้ว
ลักษณะสีข้างเข้าถูนี้น่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐมากกว่า
อย่าลืมเป็นอันขาดว่าพรรคพลังประชารัฐเพิ่งได้รองหัวหน้าพรรคคนหนึ่งซึ่งมีความจัดเจนในแบบ “หัวหมอ” ซึ่งมีลักษณะพลิกแพลงตะแคงตีนเดินเป็นอย่างสูง
ได้รับมอบหมายให้เป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ไม่ว่าในกรรมาธิการสามัญ ไม่ว่าในกรรมาธิการวิสามัญหลายคณะ
กลยุทธ์การประชุมแล้วยุบพรรคเพื่อย้ายพรรคและลอยแพคะแนนระบบบัญชีรายชื่อให้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยที่กกต.ไม่อาจทำอะไรได้ก็เคยทำมาแล้ว
กรอบอภิปรายรัฐบาลเพียง 5 เดือนจึงน่าจะมาจากคนๆนี้

