ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 3 ม.ค.63 นายณัฐวุฒิใสยเกื้อ เปิดเผย ผ่านเฟซบุ๊กว่า
เหนื่อยก็ไปเลี้ยงหลาน ‘ณัฐวุฒิ’ บอก ‘ประยุทธ์’ รัฐบาลปัจจุบันคือชุดเดียวกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจเปิดแผลอำนาจมิชอบของคสช.ทำได้ – จับตา ‘แกรนด์โอเพนนิ่งงูเห่า’ หลังจัดทัพปรับขบวนหากวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ – แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ง่าย ฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเขา ส่อยื้อถึงเลือกตั้งครั้งหน้า หลักประกันสืบทอดอำนาจอีกรอบ – ฟันธง พิษเศรษฐกิจเงื่อนไขเกิดวิกฤตความขัดแย้งระลอกใหม่ งูเห่ากินกล้วยปากมัน ประชาชนปากแห้ง หวังความเปลี่ยนแปลงเกิดในกติกา ไม่บาดเจ็บสูญเสีย ไม่ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนมือเปล่า
‘สวัสดีปีใหม่ครับ การเมืองปี 2563 จะเริ่มต้นด้วยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ถ้าวันที่ 21 มกราคม คำวินิจฉัยคือไม่ยุบ ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคอนาคตใหม่จะรอดปลอดภัย
เพราะการเตรียมการสำหรับรับมือดาบต่อๆ ไปในคดียุบพรรคยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งคงจะได้เห็นกันว่าอนาคตใหม่จะมีการจัดทัพปรับขบวนกันแบบไหน
แต่หากคำวินิจฉัยคือยุบพรรคตั้งแต่ดาบแรก สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน โดยกฎหมาย ส.ส.ซึ่งสังกัดพรรคที่ถูกยุบจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดให้ได้ภายใน 60 วัน ผมเชื่อว่า 81 ที่นั่งของพรรคอนาคตใหม่ คงไม่สามารถเกาะกลุ่มย้ายไปอยู่บ้านใหม่ด้วยกันทั้งหมด
ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากจะเป็นการเปิดแผลความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลแล้ว ยังจะเป็นการเปิดหน้าเปิดตัวงูเห่าครั้งสำคัญ เรียกว่าแกรนด์โอเพนนิ่งงูเห่ากันเลยทีเดียว
-ใช่เพียงคะแนนในสภา สำคัญกว่าคือคะแนนจากประชาชน
สำหรับพรรคฝ่ายค้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้คงไม่สามารถโค่นรัฐบาลได้ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่คะแนนเสียงในสภา
หากแต่อยู่ที่คะแนนของประชาชนที่จะมอบให้ฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลซึ่งมาจากการสืบทอดอำนาจโดยคณะรัฐประหาร
เนื้อหาสาระข้อมูลหมัดเด็ดที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่เฉพาะในอายุของรัฐบาลปัจจุบัน แต่สามารถหยิบเอาประเด็นที่มีข้อมูลหลักฐานชัดเจนเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น เรื่องการใช้อำนาจบริหารโดยมิชอบของรัฐบาลคสช.มาเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนรับทราบไปได้ด้วย
แม้จะถูกประท้วง แม้จะถูกตัดเกมในสภา อ้างว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดก่อน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ แต่ในหัวใจและความเข้าใจของประชาชนเค้าถือเป็นเรื่องเดียวกันครับ
รัฐบาลคสช.โดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์และพวก เป็นรัฐบาลชุดเดียวกันกับชุดปัจจุบันซึ่งผ่านการฟอกตัวด้วยการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญที่ดีไซน์มาสำหรับพวกเขาเองโดยเฉพาะ
น่าติดตามไม่ใช่เล่นนะครับสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราต้องรอดูกันว่าฝ่ายค้านชุดนี้มีหมัดเด็ดแค่ไหน
-เส้นทางแก้รัฐธรรมนูญยังไม่ได้นับหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นปี คือการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ได้ตัวประธาน ได้คนในบทบาทหน้าที่ต่างๆ ครบถ้วนแล้ว
ถามว่านี่คือการนับหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ตอบว่า ไม่ครับ
เพราะคณะกรรมาธิการชุดนี้มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะเอาผลการศึกษายื่นส่งต่อให้รัฐบาล ยื่นส่งต่อให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเลยหลังจากนั้น
ส่วนตัวผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะถูกใช้ในการเลือกตั้งอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อเป็นหลักประกันในการสืบทอดอำนาจอีกรอบของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ที่ลุงตู่ไปไหนมาไหนแล้วบ่นเหนื่อย บ่นไม่อยากมา บ่นว่าต้องมาเสียสละห่วงชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ล่ะครับ แกห่วงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
เหนื่อยจริงก็พักได้ตั้งนานล่ะครับ กลับบ้านไปดูลูกดูหลาน เชื่อว่าคงไม่มีใครอาลัยอาวรณ์เท่าไหร่ แต่ประเด็นก็คือ ยังทำใจไม่ได้
ดังนั้น เราจะเห็นปฏิกิริยาของส.ว.หลายคน ซึ่งเป็นนักการเมืองจากการลากตั้งโดยเฉพาะ ออกมาทำตาขวาง เตะสกัดการแก้ไขมาตรา 256 การแก้ไขอำนาจบทบาทของส.ว.
ทั้งนี้ก็เพราะส.ว.ชุดนี้ พร้อมที่จะเป็นนั่งร้านให้กับคสช. ให้กับพล.อ.ประยุทธ์และพวก สำหรับการที่จะเข้าสู่อำนาจต่อไป
การเลือกตั้งที่ประชาชนรวมพลังกันเอาชนะฝ่ายรัฐประหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่านั้นล่ะครับที่จะนำมาสู่อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยชอบธรรมตามกระบวนการของรัฐสภา
แต่ถ้าหากเป็นอย่างที่เห็นกันอยู่ ต้องยอมรับความจริงล่ะครับว่ายากยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ยุคนี้ปอกกล้วยเข้าปากงูเห่า ง่ายกว่าแก้รัฐธรรมนูญเยอะครับ
-ไม่ง่ายที่รัฐธรรนูญจะถูกฉีก
ที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะถูกฉีกด้วย 2 สถานการณ์ 1) การรัฐประหาร 2) ประชาชนลุกขึ้นมาฉีกรัฐธรรมนูญ
นั่นเป็นการวิเคราะห์โดยหลักทางการเมืองทั่วไปนะครับ แต่ถ้าพิจารณาจากบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทหารจะลุกขึ้นมาฉีกรัฐธรรมนูญ
แม้ว่าท่าทีของผู้นำเหล่าทัพบางคนดูจะอยากพอสมควรอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าเกิดการรัฐประหารก็เท่ากับการยึดอำนาจรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์
แล้วผมไม่เชื่อว่าสถานการณ์ของสังคมไทยทุกวันนี้จะเอื้อให้พล.อ.ประยุทธ์ ออกมายึดอำนาจตัวเองเหมือนยุคจอมพลถนอม กิตติขจร
และด้วยอำนาจในกองทัพที่มีต่อเนื่องยาวนานมาหลายปี นายทหาร 3 ป. ได้จัดวางเครือข่ายของตัวเอง เข้าไปอยู่ในหน่วยคุมกำลังเป็นจำนวนมาก ฝังรากลึกในฝ่ายความมั่นคงจนไม่ใช่เรื่องหมูๆ ที่ใครจะลุกขึ้นทำการรัฐประหารได้ง่ายๆ
ส่วนการลุกขึ้นฉีกรัฐธรรนูญของประชาชนยังไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ผ่านมาประชาชนทำได้เพียงเรียกร้องต่อสู้ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ถูกกองทัพเข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำเล่า
-วิกฤตการเมืองระลอกใหม่กำลังใกล้เข้ามา
ดังนั้น มองจากสภาพความเป็นจริง ผมเชื่อว่าการเมืองจะเข้าสู่ความขัดแย้ง เข้าสู่ความวิกฤต
แล้วในที่สุดมันก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ทั้งหมดทั้งหลายไม่ได้เป็นเพราะเหตุปัจจัยทางการเมืองเพียงอย่างเดียวนะครับ
-พิษเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญของวิกฤตการเมือง
หนักหนาสาหัสที่สุดคือสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบกับปากท้องกระทบกับชีวิตคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลชุดนี้ ไม่มีขีดความสามารถ ไม่มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาแล้วล่ะครับ ถ้ามีจริงและทำได้ ตลอดเวลาของการอยู่ในอำนาจ ประชาชนอยู่ดีกินดีไปนานแล้ว
เท่าที่เห็นมีคนกลุ่มเดียวเท่านั้นล่ะครับที่กำลังสมบูรณ์พูลสุขจากการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ คือบรรดาพวกงูเห่าทั้งหลาย แล้วจะอยู่ไปยาวๆ ได้ยังไง ในเมื่องูเห่าปากมัน แต่ประชาชนอดอยากปากแห้งอยู่ทุกวี่ทุกวัน
-ขอให้ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปโดยหลักการและกระบวนการ
ในทัศนะผม เป็นไปได้สูงนะครับที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดขึ้นในปี 2563 ผมหวังใจว่า ขอให้เป็นความเปลี่ยนแปลงในระบบ เป็นความเปลี่ยนแปลงในกติกา ไม่นำมาซึ่งการบาดเจ็บสูญเสียของพี่น้องประชาชนอีก
พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่ากลัวล่ะครับ เอาไงก็เอากัน แต่ประสบการณ์ของผม สิ่งที่ผมผ่านพบ สิ่งที่ผมแลเห็น ให้บทเรียนผมว่า ผู้มีอำนาจในประเทศนี้ไม่ลังเลนะครับที่จะใช้กำลัง ใช้อาวุธกับประชาชนมือเปล่าๆ ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิเสรีภาพของตัวเอง
ดังนั้น การยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้องและอดทนต่อสู้ตามกระบวนการ น่าจะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของสังคมไทยมากที่สุดในเวลาปัจจุบัน
ขอส่งความปรารถนาดีไปยังคนไทยทุกคน ขอให้มีความสุขตลอดปี 2563 นะครับ แม้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าทั้งเศรษฐกิจการเมืองและสังคมจะจ่อรอวิกฤตอยู่ก็ตาม
เรายังมีกันและกันอยู่เสมอครับ แต่ถ้าไม่มีเผด็จการ ไม่มีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเมือง ประเทศไทยจะดีกว่านี้’นายณัฐวุฒิกล่าว

