‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ กางแผนดิจิทัลเก็บภาษี หาเงินใส่กระเป๋ารบ.

6.01.20 | 12:30 น.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

หมายเหตุมติชนมีโอกาสสัมภาษณ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ถึงภาพรวมการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บ
รายได้ให้รัฐบาลมากที่สุด มีสัดส่วนกว่า 80% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด ดังนั้นการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรจึงสำคัญเพราะถือเป็นกระเป๋าเงินใหญ่ของรัฐบาล

เข้ามาทำงานในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรกว่า 1 ปี โดยตั้งนโยบายขับเคลื่อน “ตรงเป้า ตรงกลุ่ม ตรงใจ” โดยในเรื่อง “ตรงเป้า” ในปีงบ 2563 กรมสรรพากรรับเป้าหมายจัดเก็บ
รายได้ 2.116 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบ 2562 ที่รับเป้าหมายมา 2 ล้านล้านบาท แต่ในปีงบ 2562 กรมสามารถจัดเก็บเกินกว่าเป้าหมาย 9,310 ล้านบาท ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายครั้งแรกในรอบ 7 ปี ดังนั้นในปีงบ 2563 กรมต้องพยายามจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะสัดส่วนรายได้ของสรรพากรคิดเป็น 80% ของรายได้รัฐบาล ดังนั้นหากกรมสรรพากรจัดเก็บรายได้พลาดเป้า
จะกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง และอาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

สำหรับนโยบาย “ตรงกลุ่ม” กรมพยายามแยกกลุ่มผู้เสียภาษี ระหว่างคนดีกับคนที่ไม่ดี โดยใช้ข้อมูลต่างๆ ที่มีมาประเมินในรูปแบบบิ๊กดาต้า โดยกลุ่มดีจะอำนวยความสะดวกให้ได้รับการคืนภาษีที่เร็วขึ้น ส่วนกลุ่มไม่ดีจะตรวจเข้ม ตรงนี้ต่างจากในอดีตที่เมื่อไม่สามารถแยกกลุ่มได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของกรมต้องระมัดระวังทุกคน คนที่ดีอาจได้รับผลกระทบคืนภาษีล่าช้า แต่พอมีบิ๊กดาต้าทำให้สามารถบริหารงานได้ดียิ่งขึ้น เมื่อแยกกลุ่มผู้เสียภาษีได้ทำให้สามารถดูแลคนดีให้ได้รับความสะดวกสบายในเรื่องการยื่นภาษีและคืนภาษีมากขึ้น

ส่วนนโยบาย “ตรงใจ” กรมพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกรมสรรพากรจาก “ยักษ์เป็นยิ้ม” โดยให้นโยบายกับข้าราชการและลูกจ้างของกรมกว่า 2 หมื่นคนไปว่าต้องให้บริการผู้เสียภาษีให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และในเรื่องการบริการผู้เสียภาษีนั้นกรมนำดิจิทัลมาใช้ เพื่อสร้างการบริการให้ตรงใจผู้เสียภาษีมากขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและสามารถเดินตามนโยบายที่วางไว้ กรมจึงมีกลยุทธ์ ดีทูไดร์ฟ (D2RIVE) เพื่อปรับการทำงานของคนสรรพากร โดย D แรก คือ Digital Transformation (ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น) ซึ่งคนเข้าใจผิดว่าคือการเปลี่ยนกระดาษมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์ อยากให้มุมมองใหม่ว่าไม่ใช่แค่นั้น ต้องเป็นการเปลี่ยนกระบวนการทำงานทั้งหมด แม้ว่ากรมสรรพากรเปิดให้ยื่นแบบอิเล็กทรอนิกส์มานาน แต่หากจะให้พัฒนาให้เร็วขึ้น ต้องเปิดให้เอพีไอ (API : Application Programming Interface) เข้ามาร่วมกับแพลตฟอร์มของกรมสรรพากร ล่าสุดมีสตาร์ตอัพเข้ามาร่วมแล้ว 1 ราย คือบริษัท ไอแทค อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) มาทำแอพพลิเคชั่นยื่นแบบแสดงรายการภาษี เชื่อมกับกรมสรรพากร

Advertisement

ทั้งนี้ กรมจะเปิดกว้างให้ทุกบริษัทมาร่วมกับแพลตฟอร์ม เพื่อให้การพัฒนาระบบดิจิทัลของกรมไปได้เร็วขึ้น เพราะถ้ารองบประมาณจากภาครัฐมาพัฒนาคงใช้เวลาอีกนาน ซึ่งกรมจะกำหนดกติกาที่ต้องเข้าร่วมรวมถึงดูในเรื่องระบบความปลอดภัย โดยร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA (เอ็ตด้า) ในการดูแลความปลอดภัยด้านไอที

การให้เอกชนมาร่วมกับกรมพัฒนาระบบการยื่นแบบ ทำให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีง่ายขึ้น กรมคาดหวังว่าการพัฒนาตรงนี้ทำให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ทำให้กรมสามารถขยายฐานภาษีเพิ่มขึ้น เพราะจากการสำรวจพบว่าเหตุผลหนึ่งที่คนไม่เสียภาษีเพราะยุ่งยาก

นอกจากนี้ กรมได้ลงนามความร่วมมือไปกับบริษัท ฟินเน็ต อินโนเวชั่น เน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นบริษัทลูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเรื่องอีแสตมป์ ความร่วมมือดังกล่าวทำให้ผู้ที่ต้องใช้แสตมป์ในการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การมอบอำนาจ การกู้ยืมเงิน การมอบฉันทะประชุมผู้ถือหุ้น การค้ำประกัน สามารถจ่ายเงินออนไลน์และพิมพ์แสตมป์มาใช้ได้ทันที ไม่ต้องเสียเงินจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาซื้อแสตมป์จากกรมสรรพากรอีกต่อไป

รวมถึงในช่วงต้นปี 2563 กรมเตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชั่นยื่นแบบ ภ.พ.30 ของภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ขณะนี้กำลังคุยกับทีมไอทีเพื่อเชื่อมต่อระบบ ภ.พ.30 กับระบบออนไลน์และแอพพลิเคชั่น ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้ร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องเสียแวตไม่ต้องเก็บบิลไปให้สำนักงานบัญชีทำภาษีส่งสรรพากรทุกเดือน เพราะแอพพ์จะสามารถคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขายได้ และเชื่อมต่อกับระบบของกรมสรรพากรได้เลย

นอกจากนี้สิ่งที่จะได้เห็นเดือนมกราคม 2563 คือในเรื่องบล็อกเชนคืนภาษีนักท่องเที่ยว โดยบล็อกเชนดังกล่าวเชื่อมระบบทั้งจากกรมศุลกากร กรมสรรพากร ตรวจคนเข้าเมือง และร้านค้า ให้สามารถคืนภาษีกับนักท่องเที่ยวได้ทันทีภายในคลิกเดียว ซึ่งไทยน่าจะเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ดำเนินการลักษณะนี้ จากเมื่อก่อนการคืนภาษีต้องกรอกข้อมูล ดูบิล ดูกระดาษ นักท่องเที่ยวต้องต่อคิวเพื่อขอคืนภาษีนานมาก แต่จากนี้ไปแค่คลิกเดียวสามารถคืนผ่านแอพพ์ทันที ตรงนี้เป็นผลดีช่วยโปรโมตเรื่องการท่องเที่ยว โดยพบว่าในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีรวม 2.7 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าจับจ่ายใช้สอย 4 หมื่นล้านบาท

มาถึงเรื่อง D ที่สอง คือ Data Analytics เป็นการนำข้อมูลจำนวนมากของกรมสรรพากรมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การทำตรงนี้ช่วยแยกระหว่างคนดี คนไม่ดี เช่น บุคคลธรรมดาเวลามาขอคืนภาษีอยากให้เร็ว โดยปีที่แล้วสามารถคืนเร็ว 80% ภายใน 1 สัปดาห์ อีก 20% ไม่ได้คืนเร็ว เพราะมีปัญหาเรื่องกรอกข้อมูลไม่ตรงกับระบบ เช่น มีรายได้เพิ่มทางอื่นนอกเหนือจากเงินเดือนแล้วไม่ยื่นแสดง อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เมื่อระบบเช็กได้ทำให้ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบ ยื่นแบบใหม่ ส่วนในเรื่องนิติบุคคล เคยเกิดปัญหาโกงแวต การคืนภาษีช้าลง เพราะต้องตรวจสอบมากขึ้น แต่เมื่อกรมสามารถแยกกลุ่มได้ กลุ่มดีจะได้คืนภาษีเร็วขึ้น

กรมพยายามให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตให้ครบ 100% โดยพบว่านิติบุคคลเข้ามาในระบบภาษีของกรม 4.6 แสนราย ยังยื่นภาษีทางอินเตอร์เน็ตไม่มากเพียง 54% ส่วนแวต 56% เทียบกับบุคคลธรรมดายื่นภาษีทางอินเตอร์เน็ตถึง 80%

ส่วนเรื่อง Revenue Collection หรือกลยุทธ์ในการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ กรมนำข้อมูลทางด้านเศรษฐศาสตร์ สถิติ ที่มีอยู่มาประเมินการจัดเก็บรายได้ ธุรกิจไหน เติบโตแค่ไหน แอบหลบภาษีไหม โดยเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ มาวางกลยุทธ์ โดยพบว่าธุรกิจที่เติบโตมากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาคือ กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นจากชิมช้อปใช้ ดังนั้นหน่วยงานที่ดูแลต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้เป็นพิเศษและดูว่ายื่นแบบอย่างไร หากบริษัทไหนยื่นแบบว่าขาดทุนทั้งๆ ที่ข้อมูลบอกว่ากลุ่มนี้เติบโต เจ้าหน้าที่ของกรมสามารถเข้าไปดูได้ว่าเป็นเพราะอะไร มีการยื่นภาษีถูกต้องหรือไม่

สำหรับการเก็บภาษีออนไลน์ในปีนี้กรมพยายามเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อจัดเก็บแวต จากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (อีบิซิเนส) โดยขณะนี้กฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกาเป็นรายมาตรา ถ้าแล้วเสร็จเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งคิดว่าไม่ช้าเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผลักดันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะเห็นด้วย เนื่องจากการ
จัดเก็บภาษีดังกล่าวถือเป็นเทรนด์ของโลก

อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังกลกรณีที่สรรพากรให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมทางการเงินมาประกอบการประเมินภาษีว่าข้อมูลดังกล่าวทำให้กลุ่มค้าออนไลน์ถูกเก็บภาษีมากขึ้น อยากฝากบอกไปว่าคนที่ไม่ถูกส่งข้อมูลมายังกรมไม่ใช่ว่าจะไม่ถูกตรวจสอบภาษี และคนที่ถูกส่งข้อมูลมาไม่ได้แปลว่าสรรพากรจะไปเก็บภาษีจากข้อมูลดังกล่าว โดยไม่อยากให้กลัวตรงนี้ กรมมีข้อมูลในมือมากพอที่จะประเมินภาษี และข้อมูลทางการเงินเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เช่น แม่ชีมีบัญชีเพื่อรับเงินบริจาคให้วัด แม้ถูกส่งข้อมูลมายังกรมก็จะไม่ถูกเก็บภาษี เพราะเงินดังกล่าวถือเป็นเงินทำบุญ ไม่ใช่รายได้ ส่วนคนที่แอบขายของออนไลน์ ถ้าไม่ได้นำเงินไปฝังตุ่มไว้ สุดท้ายต้องถูกตรวจสอบได้อยู่ดี เพราะกรมใช้ข้อมูลในการตรวจสอบหลายทาง

ทั้งนี้ในปี 2563 กรมพยายามดึงกลุ่มประกอบการนิติบุคคล บุคคลธรรมดา และกลุ่มค้าออนไลน์ที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าเพิ่มการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาให้ได้ 11 ล้านคน จากปีงบ 2562 มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี 10.7 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมายื่นแบบ 10 ล้านคน

ส่วนกลุ่มออนไลน์กรมใช้เทคโนโลยีดึงข้อมูลจากระบบ หรือ Web Scraping มาช่วยตรวจสอบ โดยในปีงบ 2562 ที่ผ่านมา กรมสามารถดึงกลุ่มค้าออนไลน์อยู่นอกระบบเข้ามาเสียภาษีในระดับกว่า 1 แสนราย คิดเป็นเงินภาษีกว่า 1 พันล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 1.7 แสนราย และคาดว่า รายได้ภาษีจะมากกว่าในปีที่ผ่านมา

ไม่อยากให้ผู้ค้าออนไลน์กังวลเกี่ยวกับการเสียภาษี หากทำไม่ถูกต้องมาพูดคุยกันได้กรมพร้อมให้คำแนะนำ โดยผู้ค้าออนไลน์มีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนแวต และต้องยื่นเสียภาษีรายได้ ถ้าพบทำไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่สรรพากรจะเข้าไปให้คำแนะนำถึงแนวทางเสียภาษีอย่างถูกต้อง กรมไม่ได้ต้องการไปเรียกเก็บภาษี แต่อยากให้เข้ามาในระบบให้ถูกต้อง

ส่วนกลุ่มที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมเข้ามาคุย กรมจะเข้าไปตรวจสอบให้มากขึ้น และขณะนี้ตั้งกองสำรวจและติดตามธุรกิจนอกระบบ เพื่อเข้าไปตรวจสอบการเสียภาษีของกลุ่มที่ทำไม่ถูกต้องแล้ว