เปิดศักราชปี 2563 เสียงปี่กลองการเมืองเลือกตั้งท้องถิ่น เปิดศึกชิงชัยเก้าอี้ผู้บริหารท้องถิ่นกันอย่างคึกคัก เพราะโดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับ ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ได้แก่ 1.พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 2.พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562 3.พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2562 4.พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 5.พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 และ 6.พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562
ขณะนี้รอเพียงสัญญาณจากรัฐบาล ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะกำหนดการเลือกตั้งในระดับใด และเลือกตั้งเมื่อใด เพราะมาตรา 142 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่เห็นสมควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด แล้วแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ
ขณะที่ผู้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกระทรวงมหาดไทย ต่างประกาศความพร้อม จัดสรรบุคลากร รวมทั้งรอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่ จะแบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ มีผู้ว่าฯกทม. 1 ตำแหน่ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 50 ตำแหน่ง, เมืองพัทยามีนายกเมืองพัทยา 1 ตำแหน่ง สมาชิกสภาเมืองพัทยา 24 ตำแหน่ง, องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีนายก อบจ. 76 ตำแหน่ง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) 2,316 ตำแหน่ง, เทศบาลนคร มีนายกเทศมนตรีเทศบาลนคร 30 ตำแหน่ง สมาชิกสภาเทศบาลนคร (ส.ท.) 720 ตำแหน่ง, เทศบาลตำบล มีนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล 179 ตำแหน่ง สมาชิกเทศบาลตำบล 3,222 ตำแหน่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีนายก อบต. 5,332 ตำแหน่ง สมาชิก อบต. 56,960 ตำแหน่ง รวมการเลือกตั้งท้องถิ่นจะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งสิ้น 97,940 ตำแหน่ง
ส่วนระยะเวลาการใช้สิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายใหม่จะอยู่ระหว่าง 08.00-17.00 น. ตามวันที่ กกต.กำหนด
การชิงชัยเก้าอี้ผู้บริหารท้องถิ่นในทุกระดับ ฟากการเมืองต่างรู้ดีว่า ต้องมีฐานเสียงสนับสนุนจากการเมืองในระดับชาติ
ชัดเจนว่าระดับ อบจ.จะเป็นการสู้กันระหว่างสองขั้วใหญ่ คือขั้วพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จะเป็นการชนกันระหว่างนักการเมืองแชมป์เก่า บางพื้นที่อยู่กับฝ่ายค้าน บางพื้นที่ย้ายสลับขั้วมาอยู่กับฝ่ายรัฐบาล และมีผู้ท้าชิงหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเหมือนหรือต่างจากการเลือกตั้งระดับชาติหรือไม่นั้น รศ.ดร.สถาพร เริงธรรม หัวหน้ากลุ่ม วิจัยนโยบายสาธารณะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิเคราะห์ว่า ถ้าจะมองในเรื่องของการเมืองท้องถิ่นในปัจจุบัน ต้องวิเคราะห์ในเรื่องขององค์ประกอบสำคัญ คือ ความพร้อมของรัฐบาล รัฐบาลจริงใจทำให้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใด ในระดับไหนก่อน ประเด็นตรงนี้สำคัญ เพราะนโยบายของรัฐบาลยังไม่แน่นอน
ถ้ามาดูประเด็นการเมืองในพื้นที่คิดว่ามีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ประกาศตัวเปิดหน้าจริงๆ ว่าจะต้องส่งตัวแทนลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น คือ พรรคอนาคตใหม่ ส่วนพรรคอื่นๆ ยังไม่ชัดเจน จะส่งแบบนอมินีก็รู้กันอยู่ว่าผู้แทนผู้สมัครแต่ละคนเป็นตัวแทนของใครในบางพื้นที่ เช่น ภาคใต้ ชัดเจนว่าจะเป็นคนของพรรคประชาธิ ปัตย์ (ปชป.) ส่วนในภาคอีสานจะมีหลายคนก็รู้อยู่ว่าจะเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรค อนค. ในตอนนี้ในโลกของการเมืองในหลายพื้นที่ คิดว่าการพัฒนาการเมืองท้องที่ในระดับท้องถิ่นมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องของการแข่งขันในเชิงการเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองระดับชาติ เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ของประชาธิปไตย ระดับท้องถิ่นต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงในการเมืองระดับชาติ
ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน อาจมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการเมือง มีพรรคการเมืองเสนอตัวชัดเจน เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นของนักการเมือง กลุ่มนักการเมืองอิสระ และกลุ่มผู้สมัครนักการเมืองท้องถิ่นเดิม สามารถจับมือได้กับทุกฝ่าย กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มใหญ่เพราะเป็นคณะผู้บริหารของท้องถิ่นในปัจจุบันอยู่แล้ว มีฐานคะแนนเสียงจัดตั้งค่อนข้างชัดเจนแน่นอน ทำงานในพื้นที่ต่อเนื่อง เป็นกลุ่มแข็งแกร่ง เป็นคู่แข่งสำคัญของบรรดาตัวแทนของพรรคการเมืองที่จะลงมาแข่ง ดร.สถาพร ระบุ
ส่วนการเมืองท้องถิ่นหากจะโฟกัสในพื้นที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น จ.ขอนแก่น อ.สถาพรมองว่า การเมืองท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น มี 3 ระดับ มี อบจ. เทศบาล และ อบต. วิเคราะห์จากระดับล่างสุด คือ ระดับ อบต.น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญของกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นเดิมต่อสู้แข่งขันกัน คงดุเดือดพอสมควร เพราะแต่ละฝ่ายก็เตรียมมาระยะหนึ่งแล้ว เชื่อว่าการเมืองระดับ อบต. คงจะเปลี่ยนขั้วค่อนข้างยากกว่าการเมืองระดับสูงขึ้น ระดับ อบต.คิดว่าแชมป์เก่าน่าจะมีโอกาสรักษาเก้าอี้ไว้ได้มากสุด แต่ในส่วนของระดับเทศบาล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เป็นตัวแปรสำคัญชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนมาก จะมีการแข่งขันและอาจเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารได้ ถ้าเกิดการตื่นตัวประชาชนโดยทั่วไปในพื้นที่
อ.สถาพร กล่าวว่า ตามประสบการณ์ที่เห็นชัดจากเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา พร้อมจะเกิดพลังคนชนชั้นกลางที่มีความก้าวหน้าและคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ในส่วนของ อบจ.จะเป็นสนามสำคัญเป็นการต่อสู้ทางการเมืองเพราะเป็นสนามที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และมีงบประมาณมาก มีโอกาสทำงานในพรรคการเมืองให้เกิดผลงานให้ได้รับความนิยมที่สูงมาก จะเป็นการสู้กันระหว่างพรรคที่ตัวผู้สมัครมีศักยภาพสูง
แน่นอนว่าในบรรดา 3 กลุ่มที่วิเคราะห์ การเลือกตั้งนายก อบจ.จะเป็นสนามเข้มข้นที่สุดในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ จะมีการเปลี่ยนถ่ายหลายอย่างน่าจับตาตรงที่การเมืองระดับ อบจ.แต่ละฝ่าย จะต่อสู้อย่างไร
ถ้าให้วิเคราะห์ดูจากหลายจังหวัดก็จะเชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติให้เห็นทิศทางชัดเจนว่า ระดับ อบจ. จะสู้กันระหว่าง 2 ขั้วใหญ่ คือ ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล
อบจ.จะเป็นการชนกันระหว่างช้าง 2 เชือก
อ.สถาพร กล่าวว่า หากจะวิเคราะห์ภาพใหญ่ขึ้นอย่างพื้นที่ภาคอีสาน จะไม่ชัดเจนเหมือนจังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น ค่อนข้างจะมีตัวแปรชัดเจนแล้ว พรรค อนค.เตรียมตัวเตรียมคนไว้แล้ว ทั้งระดับ อบจ.และเทศบาลนคร อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไปเตรียมกลยุทธ์หรือวิธีการใดๆ ต่อสู้การเมืองแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้น และใช้วิธีรูปแบบหาเสียงแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นระดับภูมิภาคมองว่าในระดับภาคอีสาน ต้องดูตัวแปรว่าพรรค อนค.จะได้จังหวัดไหน จะเห็นความชัดเจนในการต่อสู้ทางการเมืองเชื่อมโยงระดับชาติ แต่ถ้าเป็นจังหวัดไม่มีการเปิดตัวของผู้สมัครที่เป็นตัวแทนพรรค อนค. จะเป็นการเมืองแบบเก่าๆ สู้กับนักการเมืองเก่า หัวคะแนนเก่า และอาศัยแรงสนับสนุน
อ.สถาพร กล่าวว่า กลยุทธ์ในการหาเสียงประสบผลสำเร็จในการเมืองระดับชาติ บางครั้งใช้ไม่ได้ระดับท้องถิ่น ต้องวิเคราะห์ให้ละเอียด อย่าไปคาดหวังผลคะแนนระดับชาติสะท้อนการเมืองท้องถิ่นได้ เพราะการเมืองท้องถิ่นไม่ใช่เป็นเพียงแค่เอานโยบายไปและเอาคะแนนมา แต่ชาวบ้านจะถามด้วยว่าอันนี้จับต้องได้แล้วได้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างไร จะดูจากผลงานต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นงานหนักอย่างหนึ่งของคนมาท้าชิงผู้สมัครหน้าเก่าเคยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนแบบจับต้องได้ เพราะการเมืองท้องถิ่นประชาชนไม่สนว่าเป็นใครมาจากไหน สนว่าเขาจะจับต้องได้ชาวบ้านต้องจับต้องได้
“นักการเมืองใหม่จะเข้ามา นโยบายต้องจับต้องได้ ต้องใกล้ชิดประชาชน ถ้าจะให้โฟกัสที่ จ.บุรีรัมย์และอุดรธานี บุรีรัมย์เป็นงานยากมากที่จะลงไปเจาะคะแนน อุดรฯยังมีตัวแปรสำคัญคือเรื่องคนรุ่นใหม่ คนชั้นกลางค่อนข้างเยอะ เป็นกลุ่มอิสระใทางความคิดมากกว่า มีหลายกลุ่ม มีหลายปัจจัย การจัดตั้งไม่เบ็ดเสร็จ หากพรรค อนค.หวังจะเข้าไปเจาะฐานเสียงของบุรีรัมย์ จะต้องแก้โจทย์เจ้าของพื้นที่เดิมมีความหนาแน่นเรื่องของความนิยม ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายแฟนคลับนักฟุตบอล มีหัวคะแนนอย่าง ส.จ.ในพื้นที่ เหมือนกับพื้นที่ชลบุรีและสุพรรณบุรีในสมัยก่อน” อ.สถาพร กล่าว
มารอดูกันว่า การแข่งขันของนักการเมืองหน้าใหม่ ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ศึกเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น บทสรุปจะเป็นเช่นใด จะเดินตามรอยการเมืองระดับชาติหรือไม่ ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2563 จะเป็นตัวชี้วัด

