เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 24 มิถุนายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานโจทก์นัดสุดท้ายคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
โดยอัยการนำนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการจำนำข้าว มาเบิกความต่อ
ทนายความจำเลยได้ซักค้านนายจิรชัยในประเด็นการตรวจสอบโครงการจำนำข้าว สรุปว่า พยานได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจสอบทั้งโครงการจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งโครงการจำนำข้าวคณะกรรมการได้ไต่สวนและพิจารณาจากพยานเอกสารจากรายงาน สตง., ป.ป.ช. รวมทั้งพยานบุคคลจากนักการเมือง หน่วยงานรัฐ และฝ่ายจำเลย ประกอบกับสาระสำคัญที่จำเลยมีบทบาทเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จึงพบว่า จำเลยมีหน้าที่โดยตรงที่จะใช้ดุลพินิจกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่กลับปล่อยให้ทุจริตและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งจนทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการกระทำด้วย โดยจำเลยสามารถอ้างให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมชดใช้ค่าเสียหายได้แต่จำเลยก็ไม่ยอมมาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการ ซึ่งสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เสียงข้างมากก็พบว่ามีทุจริตทุกขั้นตอนของโครงการจำนำข้าว ขณะที่ยอมรับว่าไม่มีความรู้ทางบัญชีจึงไม่สามารถตอบได้ว่าตัวเลขที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีสรุป จึงไม่ตรงกัน 2 ครั้ง แต่เชื่อว่าข้อมูลคณะอนุกรรมการปิดบัญชีได้ผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐแล้วจึงเชื่อถือได้แล้วนำมาประกอบการพิจารณา ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้เข้มงวดหลังได้รับหนังสือทักท้วงทั้ง 2 โครงการจากหน่วยงานรัฐนั้น พยานไม่ได้นำมาพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ได้ดำเนินการชัดเจน เป็นเพียงการกล่าวอ้างเท่านั้น โดยระหว่างการตรวจสอบพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เพื่อหารือข้อกฎหมาย รวมทั้งขอความเห็นที่จำเลยอ้างขอให้ไต่สวนพยานเพิ่ม ซึ่งนายวิษณุบอกว่าต้องให้โอกาสกับจำเลยเพราะยังมีเวลาเหลืออยู่
ภายหลังนายจิรชัย พยานโจทก์ แถลงต่อศาลว่า พยานทำงานด้วยซื่อสัตย์สุจริต มีอิสระไม่ถูกกดดัน ไม่ได้ทำเฉพาะตนเอง แต่ทำในนามคณะกรรมการที่มีผู้คนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญหลายมิติ ทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง การปกครอง กฤษฎีกา กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ พยานให้ความเป็นธรรมกับจำเลย ซึ่งมูลค่าความเสียหายเมื่อหักจากเงินประชาชนที่ได้ประโยชน์และตัดดอกเบี้ยในโครงการออกแล้ว ความเสียหายอยู่ที่ 286,000 ล้านบาทเศษ โดยผลการตรวจสอบนี้ยังต้องมีคณะอนุกรรมการของกระทรวงการคลังตรวจสอบและสรุปตัวเลขชัดเจนอีกครั้ง
ทั้งนี้เมื่อไต่สวนพยานโจทก์ปากสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้ชี้แจงคู่ความ ทราบว่า ได้สั่งให้เลขาธิการศาลฎีกาฯ และเลขานุการขององค์คณะ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งในกรณีทนายความจำเลยยื่นคำร้องว่าหลังจากที่ศาลยุติธรรมได้แถลงข่าวห้ามคู่ความและบุคคลเสนอข่าวชี้นำ หรือบิดเบือนให้หลงผิดต่อกระบวนการยุติธรรมแล้ว ปรากฏว่ามีการเผยแพร่หนังสั้น เรื่อง “ต้นกล้า” โดย ป.ป.ช.และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ที่มีเนื้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาล จึงขอให้ศาลเรียกหน่วยงานดังกล่าวมาดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาล หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร
ส่วนการไต่สวนนั้น ศาลกำหนดนัดไต่สวนพยานจำเลยนัดแรก ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ เวลา 09.30 น.

