สัญญาณเขย่ารบ. ‘ศึกสภา-วิ่งไล่ลุง’

8.01.20 | 12:30 น.

หมายเหตุความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองกำลังร้อนแรง รัฐบาลถูกฝ่ายค้านอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และเตรียมถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ทั้งกรุงเทพฯและอีกหลายจังหวัด ขณะที่มีกระแสข่าวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยื่นใบลาออกจากประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย

วีระศักดิ์ เครือเทพ
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถานการณ์ขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลมากนัก แต่ผู้นำอาจจะต้องเหนื่อยกว่าเดิม เพราะในสภายังคุมเสียงได้ ความสัมพันธ์กับทหารถือว่ายังมีความใกล้ชิด มีแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจในเครือข่าย ดังนั้นในแง่ของความสั่นคลอนยังมีน้อย แต่เหตุการณ์และกิจกรรมทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้มองว่าเป็นสีสันทางการเมือง โดยเฉพาะการเดินเชียร์กับการวิ่งไล่ ก็เป็นที่ทราบว่าใครอยู่ฝ่ายไหน ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ผู้จัดฝ่ายวิ่งไล่ก็คงต้องการเตือนว่าภารกิจงานบางอย่างเริ่มไม่น่าพอใจ ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็คงพุ่งเป้าไปรายบุคคล ฝ่ายค้านไม่ได้มุ่งหวังที่จะล้มรัฐบาลโดยตรง แต่หวังความเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวบุคคลที่อาจจะไม่มีคุณภาพในการทำงาน สำหรับการอภิปรายงบประมาณก็เป็นไปตามกติกาทางการเมืองคงผ่านได้ แต่อาจจะมีปัญหากวนใจรัฐบาลบ้าง

ในประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มาคู่ขนานทั้งกราวด์วอร์และแอร์วอร์ เชื่อว่ารัฐบาลรับมือได้ แต่ต้องยอมรับว่าทีมงานของรัฐบาลยังไม่เก่งในการรับมือเท่าที่ควรทั้งรู้ล่วงหน้ามานานและเชื่อว่าการเดินเชียร์ลุง จากตัวแทนพรรคการเมืองไม่น่าจะมีผลกระทบบานปลายจากการวิ่งไล่ลุงที่จัดโดยองค์กรภายนอกในวันเดียวกัน หากมองว่ารัฐบาลควรจะจัดเดินเชียร์ลุงหรือไม่ เห็นว่าไม่ควรมีการเผชิญหน้า เรื่องนี้ทีมยุทธศาสตร์ของรัฐบาลควรทบทวนเพราะเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ที่ไม่สะท้อนความจริงใจในเรื่องของความปรองดอง ทำให้เห็นว่าผู้มีอำนาจไม่ได้ให้ความสนใจเพื่อทำให้ประชาชนที่เห็นต่างมีความปรองดองเกิดขึ้นจริง

ส่วนท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย อาจถูกมองว่าอาจจะใช้สถานการณ์ช่วงนี้ฉวยโอกาสต่อรองในบางเรื่อง ยังมองว่าการทำงานของ 2 พรรคนี้กับพรรคแกนนำรัฐบาลยังไม่แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน การจับมือร่วมกันทำงานก็เพื่อเป้าหมายบางอย่างเพื่อให้พรรคมีผลงาน แต่เมื่อถึงที่สุด มีจุดที่อุดมการณ์บางอย่างขัดแย้ง หรือบางเรื่องอาจเป็นผลเสียมากกว่าเป็นผลดีในการร่วมรัฐบาล 2 พรรคนี้พร้อมจะปลีกตัวออกได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นทั้ง 2 พรรคก็ต้องรอดูท่าทีการอภิปรายว่าควรจะอยู่ร่วมรัฐบาลต่อหรือไม่

Advertisement

สำหรับ 7 พรรคฝ่ายค้านการทำงานร่วมกันยังไม่มีผลกระทบกับการลาออกของประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพราะเดิมในพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นแกนนำตัวจริง จึงไม่ได้เห็นบทบาทหรือการกำหนดทิศทางของคุณหญิงสุดารัตน์ ในการขับเคลื่อนมากนัก ดังนั้นการลาออกอาจจะมีผลบ้างในเชิงสัญลักษณ์ แต่การงานของพรรคไม่มีผลกระทบ ยกเว้นมีคนใหม่เข้ามาแทน แล้วคุมเกมได้ดีกว่า ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีบุคคลประเภทนี้ แต่ยังไม่ได้ออกมาทำงานเบื้องหน้า

มองว่าในช่วงไตรมาสของปีนี้รัฐบาลยังอยู่ได้ แต่ถ้าพ้นเดือนมีนาคม ถึงช่วงฤดูแล้ง จะมีปัญหากระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยร่วมกับปัญหาภัยแล้งเข้ามารุมเร้ารัฐบาลมากกว่าช่วงนี้ เพราะเมื่อกลุ่มอาชีพ กลุ่มเกษตรกรเริ่มเดือดร้อนก็จะมีมวลชนออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ถ้ารัฐบาลรับมือไม่ดีน่าจะต้องเจอวิกฤตมากกว่าช่วงนี้

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

ยังแปลกใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลนี้ต้องการจะอยู่ยาวไปอีกเพื่ออะไร ต้องการจะพลิกฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจก็ยังไม่มองไม่เห็นหนทาง เพราะโอกาสมีน้อยมาก จะทุ่มงบประมาณอย่างไรก็ไปไม่รอด เพราะว่าไม่ได้ให้ความสนใจไปแก้ไขที่สาเหตุ แต่ไปทำที่ปลายเหตุ อย่างเช่นปัญหาภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น ถามว่าทำงานในรัฐบาลเก่านาน 5 ปีการบริหารจัดการน้ำมีการใช้งบประมาณมหาศาล ผู้รับผิดชอบต้องทำงานได้ดีกว่านี้ วันนี้ถ้ามีภัยแล้งประชาชนต้องไม่ได้รับผลกระทบ ผมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกตั้งแต่ต้น แต่ไม่มีกระแสตอบรับ เพราะเขายังเชื่อว่าอยู่ต่อไปได้อย่างทุลักทุเล

เนื่องจากผู้มีอำนาจฝ่ายความมั่นคงเปิดไฟเขียวแถมออกมาปกป้อง เพราะไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร แต่ถ้า ผบ.ทบ.เห็นแล้วว่าไปไม่รอดไม่เอาด้วยก็อยู่ยาก หรืออาจจะรอให้ถึงจุดวิกกฤตที่ประชาชนไมไหวก็ต้องรอดูว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ถ้าคงเกิดยากเพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศไม่สนใจการเมืองผู้มีอำนาจจึงควบคุมง่าย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอีกหลายด้าน ควบคู่กับการใช้พลังดูด การแจกกล้วย ประกอบกับฝ่ายค้านอ่อนแอมีความเพลี่ยงล้ำจากความขัดแย้ง และไม่อยากเลือกตั้งใหม่ ขณะที่การออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยก็ทำได้เพียงแค่เรียกชื่อ แต่พฤติกรรมที่แสดงออกและการปฏิบัติ รวมทั้งความเข้าใจยังไม่มี จึงมีคำถามว่าการเมืองไทยจะอยู่กันไปแบบนี้อีกนานแค่ไหน ขณะที่ประชาชนประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิต ก็ทำได้เพียงแก้ไขบรรเทาปัญหาในระยะสั้น

สำหรับการวิ่งไล่ลุงก็คงไม่ได้จัดกิจกรรมเพื่อหวังผลให้เกิดความเปลี่ยน แปลงอย่างแท้จริง แต่ถ้ามีประชาชนออกมา 1 ล้านคนคงอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะคนใน กทม.ออกมาเป็นแสนก็จบไปแล้ว พลังการขับเคลื่อนจะต้องมีมากพอที่จะทำให้เห็นว่าไปไม่ไหวแล้ว แก้ปัญหาไม่ได้ แต่วันนี้ยังทำได้แค่บ่นว่าเบื่อ แล้วอยู่ไปวันๆ ขณะที่รัฐบาลก็อาจจะมีวาทกรรมบางเรื่อง ล่าสุดออกมาบอกว่าจะมีเดินเชียร์ผมทำไม ผมไม่เอา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าใครจัดให้ หรือหากผู้อำนาจแน่จริงก็ควรปล่อยอิสระบอกว่าอยากรู้ว่าคนเกลียดมากน้อยแค่ไหนให้ออกมาตามสบาย ทำไมพูดแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีน้ำใจนักกีฬาก็ควรทำให้เห็นอย่าทำเป็นหน้าไหว้หลังหลอก อย่าหวั่นไหว เพราะไม่มีประโยชน์อะไร

ขณะที่บางจังหวัดยังมีข้อห้ามไม่ให้จัดวิ่งไล่ลุงทำให้ชี้วัดไม่ได้ว่ากิจกรรมนี้เป็นของจริงหรือของปลอม

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต

การทำงานของรัฐบาลในขณะนี้มีโจทย์ต่างๆ ที่ต้องแก้ไขหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยแล้งที่มาเร็วกว่าปกติ เป็นสัญญาณที่ไม่ดีจากการบริหารจัดการน้ำ สร้างความกดดันและความท้าทายค่อนข้างมาก ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่มีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ก็อาจมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย แต่ความมั่นคงของเสียงในสภาผู้แทนราษฎร จากสถานการณ์ประเมินว่าน่าจะดีขึ้น เพราะว่าพรรคฝ่ายค้านอิสระ พรรคเล็กยังแสดงจุดยืนในการสนับสนุนชัดเจนมากขึ้น แต่อาจจะมีการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองกรณีมีการปรับ ครม. ในจุดนี้อาจจะวางใจไม่ได้ในระยะยาว เพราะผลจากการยึดโยงด้วยผลประโยชน์ร่วมกัน ในอนาคตอาจจะมีพลิกกลับไปอีกข้างก็มีความเป็นไปได้
ดังนั้นในระยะสั้นที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การผ่านงบประจำปี ไม่น่าเป็นห่วง เพราะยังมีความไม่เป็นเอกภาพในพรรคฝ่ายค้าน เช่น การลาออกจากตำแหน่งของประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อาจทำให้เสริมความแข็งแกร่งรัฐบาลมากขึ้น นอกจากนั้นประเด็นการสนับสนุนของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดนี้ ต้องยอมรับว่าลดลงจากเดิมค่อนข้างมาก คะแนนนิยมลดลงเร็วกว่าปกติ เนื่องจากกระแสนิยมอาจจะวัดผลในระยะ 1-2 ปีแรก แต่รัฐบาลนี้แค่ 5 เดือนความนิยมลดลงมาก ความรู้สึกไม่พอใจเริ่มเกิดขึ้นเร็ว อาจมาจากเหตุผลที่รัฐบาลชุดนี้ทำงานสืบเนื่องจากรัฐบาลเก่าที่ทำงานต่อเนื่อง 5 ปี ดังนั้นความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนจึงมีมากผิดปกติ
ทำให้คนในสังคมกล้าจะแสดงออกมาขึ้นและคงจะเห็นว่าในวันที่ 12 มกราคมนี้ จะมีประชาชนทั้ง กทม.และต่างจังหวัดมาร่วมมากน้อยแค่ไหน แต่เข้าใจว่าจะมีคนออกมาแสดงออกมากพอสมควร แทนที่จะบ่นไม่พอใจในสังคมโซเชียล ส่วนการทำกิจกรรมลงถนนในมุมของฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าจะมีความหวั่นไหว เพราะว่าการแสดงออกถึงความไม่พออย่างชัดเจนไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล 5 ปีก่อน ดังนั้น ถ้ามีจุดเริ่มต้นและมีเสียงสนับสนุนมาก ก็จะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจที่เริ่มสั่นคลอนของรัฐบาล และส่วนตัวไม่เชื่อว่าการวิ่งไล่ลุง แม้ว่าเร็วกลับเร็วก็ไม่ได้หมายความว่าการรวมตัวจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย และเกิดได้ตลอดเวลา มองว่ารัฐบาลน่าจะกลัวสถานการณ์นี้มากกว่า
สำหรับทางออกของรัฐบาลไม่ควรจัดกิจกรรมมาแข่งขัน เป็นที่น่าประหลาดใจและถูกตั้งข้อสังเกตในการใช้จ่ายงบประมาณของกลุ่มผู้จัด ก็คงทราบกันดีว่ามาจากกลุ่มใดใครเป็นเจ้าภาพ เป็นการแก้ไขที่ไม่ได้ช่วยให้ภาพของรัฐบาลดีขึ้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการเปิดกว้างเพื่อรับเสียงสะท้อนจากประชาชนให้วิจารณ์ได้ เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดความพึงพอใจมากกว่าการนำมวลชนออกมาแข่งขัน แต่เชื่อว่าการเดินเชียร์ลุงยังอยู่ในขอบเขตที่มีพื้นที่จำกัด ส่วนกิจกรรมที่น่าเป็นห่วงมาจากการจัดเวทีของพรรคการเมืองในซีกรัฐบาลพรรคหนึ่ง มีการใช้วาทะกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้ง เป็นวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังของคนที่เห็นต่างทางการเมืองในประเทศ ยอมรับว่าน่าเป็นห่วง เพราะอาจทำให้สังคมไม่สงบสุขได้อีกอย่างยาวนาน

อนาคตอาจจะต้องมีการเผชิญหน้ากันอีก โดยอาจจะมีการใช้กำลังเพื่อเอาชนะในท้ายที่สุด

ชัยธวัช เสาวพนธ์
อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ในฐานะนักวิชาการอิสระ

กรณีฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตรวจสอบงบประมาณปี 2563 และเครือข่ายภาคประชาชนทำกิจกรรมวิ่งไล่ลุงนั้น จะส่งผลกระทบเสถียรภาพรัฐบาลน้อย เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลได้ ส.ส.ฝ่ายค้านเข้าสังกัดเพิ่ม 4 คน ทำให้มีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งไม่ปริ่มน้ำเหมือนก่อน ที่สำคัญรัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 6 เดือนหรือครึ่งปีเท่านั้น ยังไม่ได้ใช้งบประมาณใหม่ จึงยังไม่เห็นการทุจริตชัดเจน หรือมีข้อผิดพลาดมากนัก เชื่อว่ารัฐบาลสามารถประคองตัวอยู่ได้อย่างน้อย 2 ปีก่อนครบวาระ ทำให้รัฐบาลสามารถมีอำนาจต่อรอง และกุมผลประโยชน์ต่อไปได้เรื่อยๆ

สิ่งที่ฝ่ายค้านทำได้ คือ เฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ เก็บข้อมูลหลักฐานการทุจริตให้มากที่สุดเพื่อนำมาเปิดเผยกับสาธารณชนให้รับทราบ เพราะฝ่ายค้านยังมีจุดอ่อน บางเรื่องยังมีความเห็นขัดแย้ง แนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจนและจำนวน ส.ส.ในสภาลดลง ต้องใช้ความอดทน รอคอย และใช้โอกาสหาข้อผิดพลาดรัฐบาลมากขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน และประเทศมากกว่าจ้องล้มรัฐบาลอย่างเดียว หากเกิดการทุจริตมีหลักฐานชัดเจน หรือพรรคร่วมรัฐบาลขัดแย้งผลประโยชน์กันเอง เชื่อว่าประชาชนคงไม่ให้โอกาสกลับเข้ามาบริหารประเทศอีก

กรณีกระแสข่าว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ลาออกจากประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) เนื่องจากเกิดความขัดแย้งภายในพรรคนั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติของนักการเมือง การลาออกถือเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล เมื่อไม่พร้อมทำงาน ก็หาคนใหม่มาแทน แต่เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพฝ่ายค้านมากนัก หากไม่สามารถขับเคลื่อนในสภาได้ก็สามารถขับเคลื่อนนอกสภาร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนได้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตำแหน่ง แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านควรเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำงานไปสู่ภาคประชาชนและสังคมมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนคู่ขนานกับ ส.ส.ที่ทำหน้าที่ในสภา เพื่อให้เกิดพลังมากขึ้น

เชื่อว่าประชาชนยังคงสนับสนุนเช่นเดิม