งบกระทรวงเกษตร ฉลุย 3.1 หมื่นล้าน “รังสิมา” โวย กรมวิชาการเกษตร โดยตัดงบ 600 ล้าน กมธ.รุม ยอมไม่ได้ หมกเม็ดซื้อคอมแพงหูฉีก ก่อน สภาหวิดล่ม ฝ่ายค้าน ขอถกต่อสัปดาห์หน้า แต่รบ.ไม่ยอม พร้อมใจไม่เสียบบัตร “ครูแก้ว” สั่ง วิปฯไปหารือ 2 ฝ่ายไกล่เกลี่ยจบ
วันนี้ (9 ม.ค.) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทในวาระสองและวาระสาม ตามที่กมธ.วิสามัญฯ ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานได้พิจารณาเสร็จแล้ว
เวลา 17.40 น. การอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ เริ่มเข้มข้น เมื่อเข้าสู่การอภิปรายในมาตรา 14 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 3.1 หมื่นล้านบาท ตามที่กมธ.เสียงข้างมากได้มีการแก้ไข โดย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กมธ.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ชี้เเจงการตัดงบประมาณของกรมวิชาการเกษตร ว่า ได้พบข้อผิดปกติเยอะมาก ตั้งงบรั่วไหล ขอดูทีโออาร์การจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่ให้ดู อาทิ กรณีการเช่าเคื่องคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่า ค่าจัดซื้อเพียง 1.7 หมื่นบาท แต่ทางกรมใช้วิธีเช่า ปีละ 60,000 บาท รวม 5 ปีเท่ากับ 300,000 บาทต่อเครื่อง ถามว่าจัดซื้อจัดจ้างแบบนี้ได้อย่างไร แม้แต่กมธ.ซีกรัฐบาลก็เห็นตรงกัน ว่าทำไมเป็นแบบนี้ สรุปว่า เป็นการตั้งราคาสูงกว่าราคาจริง ไร้ประสิทธิภาพ เปลืองภาษีอากรประชาชน ขณะที่สำนักงบประมาณระบุว่า ตั้งงบมาก่อนและเปลี่ยนแปลงลงที่หลังได้ แต่ตนรับไม่ไหวกับการตั้งงบแบบนี้ จะปล่อยให้ทำต่อไปอีกไม่ได้
ด้าน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายโต้แย้งว่า เหตุใด กมธ.ตัดงบกรมวิชาการเกษตร จากเดิม 1,500 ล้านบาท เหลือ 899 ล้านบาท ตัดไป 600 ล้านบาท มากกว่าหน่วยงานอื่น ทั้งๆที่กรมวิชาการเกษตร มีความสำคัญในการศึกษาวิจัย เพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรจำนวนมาก ตัดงบเช่นนี้ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ข้าราชการไม่ได้เดือดร้อน อยากทราบว่าเหตุใดจึงต้องตัดงบกรมวิชาการเกษตรมากมายขนาดนี้ ทำให้ นายวรวัจน์ ลุกขึ้นชี้เเจงว่า เหตุที่มีการตัดงบกรมวิชาการเกษตรกว่า 600 บ้านบาท เนื่องจากพบว่า มีการเช่าคอมพิวเตอร์ 3 เเสนบาทต่อ 5 ปี อยากถามว่ารับได้หรือไม่ กมธ.ชุดนี้ตัดงบน้อยมาก ถ้าไม่พบการทุจริตที่ชี้เเจงไม่ได้ก็ไม่ตัด เมื่อกรมวิชาการเกษตรตอบไม่ได้ว่าเหตุใด ค่าเช่าคอมพิวเตอร์ต่อเครื่องถึงแพงถึง 300,000 บาท ทั้งที่ค่าซื้อเพียงเเค่ 17,000 บาท เมื่อการทำงานไม่โปร่งใส ตอบกมธ.ไม่ได้ ก็ไม่มีใครกล้าให้งบ เพราะมีความปกติเกินจริงเป็น 10 เท่า
จากนั้น น.ส.รังสิมา ลุกขึ้นสวนนายวรวัจน์ว่า หากตัดเฉพาะเรื่องค่าคอมพิวเตอร์ออกไปก็ไม่ถึง 600 ล้านบาท ทำไมตัดต้องตัดทั้งหมด จะตัดก็ควรตัดเฉพาะคอมพิวเตอร์ทิ้งเพียงอย่างเดียว นายวรวัจน์ จึงลุกขึ้นสวนกลับทันทีว่า กมธ.อยากจะตัดเยอะกว่านี้ เพราะ งบปีนี้มีปัญหาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผิดปกติมากที่สุด กมธ.เสียงข้างน้อยอยากจะตัดมากที่สุด แต่กมธ.เสียงข้างมากไม่ให้ตัด เพราะเห็นการรั่วไหลแล้ว แต่ตัดไม่ได้ เราก็อึดอัด
ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ. ชี้แจงว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้เเจงต่อกมธ.ว่า ค่าเช่าคอมพิวเตอร์ตกปีละ 60,000 บาท แต่ราคากลางอยู่เเค่ 30,000 บาท เดิมในเอกสารงบประมาณนั้น กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกมธ.ว่า ค่าเช่าคอมพิวเตอร์ตกเครื่องละ 5,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อกมธ.สงสัยซักถาม และให้กลับไปทบทวนใหม่ กรมวิชาการเกษตรก็ไปแก้ไขเอกสารกลับมาใหม่ เหลือเพียงเครื่องละ 800 บาทต่อเดือน โดยให้เหตุผลว่า เอกสารชุดเเรกที่ให้มานั้นผิด ถ้ากมธ.ไม่ตรวจเจอ แสดงว่า ต้องผิดเลยไปตามเลยใช่หรือไม่ กรมวิชาการเกษตร จะมาตั้งงบหลอกกมธ.เเบบนี้ได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดจึงต้องตัดสูงถึง 50% ซึ่งเป็นการตัดในภาพรวมไม่ใช่ตัดเฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น น.ส.รังสิมา พยายามลุกขึ้นขอใช้สิทธิอภิปรายทักท้วงการชี้แจงของกมธ. แต่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ระบุว่า “ก็ท่านอยากวางระเบิดไว้เอง” พร้อมกับตัดบท น.ส.รังสิมา เพื่อเข้าสู่การอภิปรายต่อไป
นายชาดา ไทยเศรษฐ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า การตัดงบประมาณของกรมวิชาการเกษตรออกไป 600 ล้านบาท ถือเป็นความล้มเหลวของกมธ.ฝ่ายรัฐบาล แม้ในชั้นอนุกมธ.จะเห็นว่า งบประมาณในส่วนนี้ไม่ถูกต้อง และจะตัดทิ้งก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แม้กมธ.คณะใหญ่จะแพ้ก็เป็นไร แต่สิ่งที่จะต้องทำก็คือ แกนนำฝ่ายรัฐบาลจะต้องแปรญัตติโดยครม.กลับคืนมาให้กับกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้สามารถทำงานได้ จะแปรญัตติคืนไม่ถึงงบที่ถูกตัดไปก็ได้ แต่นี่ไม่มีเลย ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้ากรมวิชาการเกษตรทำงานไม่ได้ก็กระทบรัฐบาล ในความเห็นส่วนตัง จึงเห็น กมธ.ฝ่ายรัฐบาลทำงานผิดพลาดอย่างมหันต์ในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้ยอมทำหน้าที่ที่สมควรจะทำ
กระทั่ง เวลา 20.00 น. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามเนื้อหามาตรา 14 ด้วยคะแนน 245 ต่อ 2 งดออกเสียง 9 ไม่ลงคะแนน 3 เสียง เห็นชอบตามที่กมธ.เสียงข้างมีการแก้ไข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลโหวตในมาตรา 14 ว่าด้วยงบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น มีองค์ประชุมเพียง 253 เกินองค์ประชุมเกิน 249 เสียง มาเพียงแค่ 3 เสียงเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ส.ส.ฝ่ายค้านไม่ยอมเสียบบัตรร่วมเป็นองค์ประชุม เนื่องจากเห็นว่า การประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี2563 คงไม่สามารถพิจารณาได้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มกราคมนี้ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ เพราะผ่านมา 2 วัน เพิ่งพิจารณาไปได้เพียงแค่ 15 มาตรา จากทั้งหมด 55 มาตรา ไม่สามารถพิจารณาได้จบภายใน 3วันได้แน่นอน จึงเจรจาขอให้วิปรัฐบาลเลื่อนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2563 ไปประชุมต่อในสัปดาห์หน้า แต่ฝ่ายรัฐบาลต้องการพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ จึงทำให้วิปทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้
ระหว่างนั้นนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นขอหารือเพื่อขอให้พักการประชุม เพราะวันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมามากแล้ว แต่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ที่ทำหน้าที่ประะธานการประชุมตัดบท โดยให้วิปทั้ง 2 ฝ่ายไปตกลงเรื่องเงื่อนเวลากันนอกห้องประชุม ไม่ใช่มาเดินหารือเสียงดังกันในห้องประชุมเช่นนี้ ก่อนดำเนินการประชุมพิจารณาต่อในมาตรา 15 เรื่องรายจ่ายของกระทรวงคมนาคมต่อไป โดยนายสุรเชษฐ์ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นอภิปรายในส่วนของกระทรวงคมนาคม โดยระบุว่า “ท่านประธานต้องควบคุมที่ประชุมด้วยเพราะขณะนี้ถือว่ามีความวุ่นวายหรือไม่แน่ใจว่า กำลังหางูกันอยู่หรือเปล่า” จนนายศุภชัย ตัดบทให้อภิปรายเข้าประเด็น
กระทั่ง เวลา 21.00 น. ก่อนที่ที่ประชุมจะลงมติให้ความเห็นชอบในมาตรา 15 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ด้วยคะแนน 242ต่อ62 งดออกเสียง 136 นั้น นายศุภชัย ได้แจ้งผลการหารือของวิป2ฝ่ายว่า วิป2ฝ่ายจะให้ประชุมในวันที่ 9 มกราคมให้เกินเวลา 24.00น .แล้วมาประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 10 มกราคม เวลา 09.30 น. ขณะที่นายพิเชษฐ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่อยากให้การพิจารณาวาระสำคัญขาดความศักดิ์สิทธิ ดังนั้น อยากให้ส.ส.รัฐบาลมากันให้ครบด้วย ซึ่งนายศุภชัย ชี้แจงว่า การปฏิบัติหน้าที่ในสภาเป็นหน้าที่ส.ส.ทุกคน ไม่ใช่เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

