เหมือนกับกรณีเสียบบัตรแทนกันอัน นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ เป็นคนปูดขึ้นมาจะเริ่มต้นจากความขัดแย้งส่วนตัว
ระหว่างเขากับ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ในพัทลุง
แต่เนื่องจาก นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ เป็น ส.ส.ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
แต่เนื่องจากกรณีเสียบบัตรแทนกันเป็นการลงมติต่อร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จึงมากด้วยความละเอียดอ่อน
จากเรื่องส่วนตัวในพื้นที่จึงนำไปสู่การถกเถียงทางสังคมและนำไปสู่การทำเรื่องจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อส่งศาล
ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะต้องเข้ามารับผิดชอบในการตีความ
ประเด็นการเสียบบัตรแทนกันจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ไม่เพียงแต่ใหญ่ บนบรรทัดฐานแห่งรัฐธรรมนูญ หากแต่ใหญ่เพราะว่าเป็นร่างพรบ.สำ คัญในทางการเงิน
อย่าลืมเป็นอันขาดว่ากรณีใกล้เคียงกันเช่นนี้เคยมีการวินิจฉัยมา แล้วในอดีต
นั่นก็คือ คำวินิจฉัยที่ 15-16-17-18/2556
นั่นก็คือ คำวินิจฉัยที่ 3-/2557
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะยึดเอาคำวินิจฉัยในอดีตมาเป็นบรรทัดฐานอย่างไร จะยึดตามหรือว่าจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา
ภาระอันควรจะเป็นของรัฐบาล ภาระอันควรจะเป็นของพรรคร่วม รัฐบาล จึงตกอยู่บนบ่าของศาลรัฐธรรมนูญ
นั่นก็คือ เป็นหินลองทองต่อสถานะแห่งความเป็น “อิสระ”
หากมองเฉพาะส่วนคล้ายกับว่ากรณีเสียบบัตรแทนกันในร่างพรบ.งบ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จะเป็นเรื่องเล็กๆ
เป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องเฉพาะพรรค
แต่เมื่อคำนึงถึงองค์ประกอบไม่ว่าจะต่อร่างพรบ.งบประมาณ ไม่ว่าจะต่อบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยมาแล้วในกาลอดีต
ไม่ว่าเมื่อปี 2556 ไม่ว่าเมื่อปี 2557
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ครอบคลุมทั้งอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการครบถ้วน
นี่คือปัญหาของประเทศ นี่คือปัญหาของสังคมไทย

