เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นส์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ จัดงาน “รวมกันเป็นเกลียว เหนียวแน่นเป็นประชาธิปัตย์” เป็นการงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น คึกคัก มีผู้อาวุโส แกนนำพรรค รวมทั้งอดีตส.ส.และส.ส.ปัจจุบัน มาร่วมงานด้วย อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค นายเจริญ คันธวงศ์ กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรองหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ เป็นต้น
จากนั้นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค กล่าวบนเวทีว่า งานในวันนี้เกิดขึ้นจากที่ไปร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนอดีตส.ส.จากหลายภาคและหลายโอกาส ซึ่งหลายคนเสนอว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนมาเจอกันพูดคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จึงเป็นที่มาของการจัดงานนี้

ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค กล่าวว่าตนเป็นคนง่ายๆอยู่กับหัวหน้าพรรคคนไหนไม่เคยขัดใจเลย อยู่กับนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ขัดใจ และมั่นใจว่าอยู่กับนายจุรินทร์ก็เช่นเดียวกัน เพียงอต่ตนมีหลักของตน คือ ไม่ชอบให้ใครขัดใจเหมือนกัน วันนค้มีความมั่นใตที่เป็นคนหนึ่งทุ่มเทให้กับพรรค ทำให้สมาชิกมีอาการต่างๆบ้างแต่ยืนยันว่าความรู้สึกของพวกเราตนรับทราบ ในบางช่วงอาจผิดพลาดไปบ้าง แต่ยืนยันว่าจะพาทุกคนเดินหน้าให้ได้ และงานวันนี้นับกันตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงขอเรียนให้ทราบว่างานนี้จะไม่ใช่งานแรก แต่จะสานต่อทุกเดือนก็ได้ ตนยินดี

“ผมพยายามเดินตามหลังผู้ใหญ่แต่ไม่อาจตามทุกอย่างได้ แต่จะเป็นผู้นำให้ทุกคนเช่นกัน และหากไปจังหวัดอะไรก็จะมีการประสานสมาชิกให้มานั่งพูดคุยกัน ที่ผ่านมานายเทพไท บอกว่าถ้ารู้จักจะรักเอง แต่สำหรับผมถ้าเจอก็จะรักเอง” นายเฉลิมชัย กล่าว
ด้านนายไตรรงค์ กล่าวว่า ขอพูดตรงๆว่าที่ผ่านมาพรรคไม่ค่อยดีท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้วว่ามีการลาออกกัน ตนก็ต้องมาทบทวน เพราะเรานำของฝรั่งมาใช้แล้วพวกเรามีจิตวิญญาณมากน้อยแค่ไหน ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เขาก็เลือกหัวหน้าพรรคแต่ไม่ค่อยขัดแย้ง หลังจากเลือกตั้งเสร็จเขาจะรวมเป็นหนึ่ง เพื่อสู้กับพรรคอื่น
นายไตรรงค์ กล่าวอีกว่า คนที่ลาออกไปเราไปตำหนิไม่ได้ เพราะเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัวบางประการที่เขาเล่าให้ฟัง แต่ตนพิสูจน์ให้เขาเห็นไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเข้าใจกันด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย ซึ่งจิตใจของคนอาจคิดได้ แต่ตนเหลืออยู่จะต้องปรับปรุงอย่าอ้างว่าพรรคอยู่มา70ปีแล้วต้องรักษาประเพณี เพราะหากอ้างถึง70ปีเราก็ไปไม่รอด ต้องเปลี่ยนแปลงไม่เช่นนั้นก็ไม่เจริญ และพรรคก็ไปไม่รอด ดูอย่างนายเติ้ง เสี่ยวผิง จะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องรอจนกว่านายเหมา เจ๋อตุง ตาย จึงเอาแนวความคิดของตัวเองมาใช้ได้ แต่เราไม่ต้องรอให้ใครตาย เราต้องปฏิรูปสังคายนาพรรค

” ที่ผ่านมานายจุรินทร์ไปเป็นหัวพรรคไปตรวจราชการที่ไหนก็เรียกผู้อาวุโสมาพูดคุย ซึ่งทำถูกแล้วแต่ยังไม่พอ ทั้งนี้ ต้องขอบคุณนายจุรินทร์ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อนข้างดี ในเรื่องสมาชิกสัมพันธ์ แต่ไม่พอสำหรับโลกอนาคต ต้องมีการแบ่งอำนาจหน้าที่ หัวหน้าพรรคทำคนเดียวไม่ทัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นลักษณะรวมศูนย์ ต้องกระจายอำนาจออกไป ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าหัวหน้าพรรคหาคะแนนเสียงทั่วทุกจังหวัด โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่มีนายทุน ไม่มีทุนทางการเมืองต้องแข่งกับพรรคอื่น แล้วจะเอาชนะอย่างไร ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครสามารถเอาเงินมาซื้อได้ ดังนั้นเราต้องศึกษาดูพรรคการเมืองใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จ ว่าเขาแบ่งความรับผิดชอบอย่างไรกระจายอำนาจอย่างไรถ้าเราคิดแต่รวมศูนย์อย่างเดียวโดยไม่กระจายอำนาจก็ไปไม่รอดเพราะพรรคการเมืองมีมากขึ้นคนเก่งมากขึ้นมาลงการเมืองมากขึ้นคนชั่วก็มาลงการเมือง มากเช่นกันและปัจจุบันเป็นที่น่าอดสู ที่ส.ส.จำนวนมากในรัฐสภาที่ถูกประชาชนประณามว่าเป็นกาลกิณีของประเทศเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศ ผมโชคดีที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ต้องไปร่วมกับพวกกาลกิณี พวกเราต้องปรับตัว ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด บางคนพูดแล้วทำให้ประเทศเสียหายอย่างเรื่องไวรัสโคโรน่าก็มาให้สัมภาษณ์ ไม่รักษาหน้า รักษาตาของประเทศเอาเรื่องโลก มาเล่นการเมือง ผมไม่ได้รักพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่เขามาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และที่พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เราทำนี้ถูกต้องแล้วไม่ต้องไปฟังใครวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรของพรรคถือว่าดีที่สุดแล้วยืนยันว่าแบบอื่นทำให้เสียหายมากแต่แบบนี้เสียหายน้อยที่สุดเพราะผมเคยบริหารแบบนี้มาก่อนดังนั้นต่อไปทุกคนมีอะไรก็ต้องอยู่กันแบบพี่แบบน้องรักษาน้ำใจกันแบบนี้ต่อไป” นายไตรรงค์กล่าว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนดีใจที่ได้พบกับทุกคน โดยหลายคนไถ่ถามตยว่าทำอะไร ซึ่งตนบอกไปว่าไม่ได้ทำอะไร กำลังมีความสุขกับที่ได้หยุดพักหลังจากที่ทำงานมา 27 ปี ทุ่มเทเต็มที่ในการทำงานทางการเมืองให้กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังมีโอกาสพบปะพูดคุยกับพวกเราอยู่เป็นระยะๆ ถามไถ่ความเป็นมาต่างๆ และจากการที่ได้อยู่การเมืองมาตลอด ก็ยังติดตามการเมืองมาด้วยความห่วงใย ทั้งนี้ ตนขอให้กำลังใจแก่ทุกคนที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ส.ส. หรือแม้กระทั่งอดีตส.ส.ที่มีบางคนได้ไปช่วยงานกระทรวงต่างๆ และบางคนที่ยังต้องทำงานหนักอยู่ในพื้นที่ตามแบบฉบับนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ถ้าพวกเราตั้งใจทุ่มเททำงาน คงจะช่วยทำให้หลายสิ่งหลายอย่างประสบความสำเร็จตามความตั้งใจของพวกเรา อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มต้นปีนี้ก็ดูจะเป็นงานหนักเอามากๆ เพราะมีเรื่องที่จะเป็นปัจจัยให้เราต้องช่วยกันทำงานให้บ้านเมืองภายใต้ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างยากลำบาก ทั้งโลกภายนอกที่มีความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง รวมถึงมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงเกิดขึ้นได้ในหลายๆ ส่วน อีกทั้ง เรายังได้เห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ บ้านเมืองมีภาวะเศรษฐกิจและภัยแล้ง จึงขอให้ทุกคนทำงานหนัก ซึ่งตนขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองไทยยังไม่ดีขึ้น เราเป็นพรรคการเมืองที่ต่อสู้ยืนหยัดเรื่องความถูกต้องมาตลอด และต้องเป็นหลักให้กับบ้านเมืองให้ได้ ดังนั้นอะไรที่ผิด เราก็ต้องกล้าบอกว่ามันผิด มิฉะนั้นเราจะไม่แตกต่างจากพรรคอื่นๆ ประชาชนอาจเสียงไม่ดังมากนัก แต่ลึกๆแล้ว คนส่วนใหญ่ยังหวังที่จะเห็นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดี การที่พรรคเราสามารถอยู่มาได้ 70 กว่าปี เพราะเรามีความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งได้ล้มหายตายจากไปมากแล้ว เพราะเรายึดถือความถูกต้อง และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ซึ่งเรามั่นใจว่าถ้าเราสามารถรักษาสิ่งเหล่านี้ได้ เราจะสามารถยืนหยัดต่อสู้ทางการเมืองได้ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าหากใครต้องการให้ตนให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำ ตนก็ยินดีเสมอ





