พลันที่ภาพคณะกรรมการตรวจการจ้างสร้างเรือดำน้ำจำนวน 20 นาย ของกองทัพเรือซึ่งปฏิบัติการอยู่ ณ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ปรากฏจาก กองบัญชาการกองทัพเรือ
วิกฤตจากโรคระบาดอันเนื่องแต่ไวรัส โคโรน่า ก็ปะทุขึ้นในสังคมไทย
และจะกลายเป็น “ไวรัล” อย่างรวดเร็ว
เป็นวิกฤตต่อความเชื่อมั่น เป็นวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เนื่องจากยังมี 64 คนไทยติดค้างอยู่ ณ เมืองอู่ฮั่น
ความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้แม้มิได้เกี่ยวกับไวรัส โคโรน่า โดยตรง แต่ก็จะส่งผลกับสถานะของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเลี่ยงไม่พ้น
จุดเปรียบเทียบอย่างสำคัญก็คือ 1 คำพูดไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะมาจาก นายดอน ปรมัตถ์วินัย
นั่นก็คือ คำพูดที่ยังไม่อาจช่วยเหลือ 64 คนไทยได้
ทั้งคำพูดที่ว่าต้องได้รับอนุญาตจากทางการจีนก่อน ทั้งคำพูดที่ว่ายังไม่มีชาติใดสามารถส่งเครื่องบินไปรับคนของตนเองออกจากจีน ออกจากอู่ฮั่นได้
ในเมื่อขณะนี้มีญี่ปุ่นส่งเครื่องบินไปรับมาแล้ว ในเมื่อขณะนี้ศรีลังกา ฝรั่งเศส ก็จะตามไปติดๆ
ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งละเอียดอ่อนและอ่อนไหวอย่างยิ่งในเมื่อมี 20 คนไทยได้รับการช่วยเหลือให้เดินทางออกจากอู่ฮั่นมาแล้ว จะแตกต่าง ก็เพียงแต่ 20 คนเป็นคนของกองทัพเรือเท่านั้น
ความละเอียดอ่อนอยู่ตรงที่ 20 คนเป็นทหารเรือ ที่เหลืออีก 64 คนเป็นพลเรือน
การบริหารงานในท่ามกลางวิกฤตจึงมีองค์ประกอบมากมายส่งผลสะ เทือนและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โดยพื้นฐานคือการบริหารงานด้าน “การข่าว”
หลักการสำคัญก็คือ การยึดโยงอยู่กับสภาพความเป็นจริงอย่าง เคร่งครัด การเบี่ยงเบน บิดเบือนอาจสามารถทำได้แต่ในที่สุดความจริงก็จะเผยตัวเองออกมาเพราะว่าโลกอินเตอร์เน็ต โลกโซเชียลมีเดีย ไม่สามารถจะปิดบังซ่อนเร้นอะไรได้ตลอดกาล
ขณะเดียวกัน หลักการของการบริหารคือความเที่ยงธรรมและไม่ดำเนินไปในแบบสองมาตรฐาน ดับเบิล สแตนดาร์ด เลือกที่รัก มักที่ชัง เห็นแต่แก่พวกพ้อง
กรณีเอาแต่ 20 ทหารเรือและละเลย เพิกเฉย 64 พลเรือนไทยจะกลายเป็น”ไวรัส”บนสถานการณ์ที่”ไวรัล”อย่างรวดเร็ว

