‘บิ๊กป้อม’ ย้ำชป.เพิ่มประสิทธิภาพผันน้ำป้องความเค็มรุกแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ให้กระทบผลิตน้ำประปา

31.01.20 | 13:23 น.

เมื่อวันที่ 31 มกราคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายสรุปแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในคลองพระยาบรรลือ ณ ที่ว่าการอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยปัญหาน้ำเค็มรุกแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะหากน้ำในแม่น้ำมีค่าความเค็มเกินเกณฑ์มาตรฐานก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำที่ประชาชนใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม และการผลิตน้ำประปาอีก วันนี้จึงได้เดินทางลงพื้นที่มาติดตามสถานการณ์ด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด ได้สั่งการให้กรมชลประทานร่วมกับการประปานครหลวง (กปน.) เพิ่มการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง สนับสนุนการผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์ และวางแผนจัดสรรน้ำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำด้านอุปโภค บริโภค และที่สำคัญ ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ภายใต้การขับเคลื่อนของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.)

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นอกจากจะมีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักตอนบนแล้ว ยังผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่น้ำแม่กลองมาช่วยเหลือในพื้นที่ของแม่น้ำเจ้าพระยา 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 1) คลองท่าสาร-บางปลา 2) คลองจรเข้สามพัน ไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีน เข้าสู่คลองพระยาบรรลือ คลองพระพิมล โดยกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำ จำนวน 102 เครื่อง เพื่อเร่งผันน้ำให้ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา และ 3) คลองประปา เข้าคลองบางกอกน้อย และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มาตรการในการผันน้ำนี้จะดำเนินการร่วมกับมาตรการอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างด้วยการบริหารจัดการอาคารชลประทานให้สัมพันธ์กับช่วยเวลาน้ำขึ้นน้ำลง โดยหน่วงน้ำในพื้นที่ด้านบนบริเวณหน้าเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทด้วยการบริหารปิด/เปิดบานระบายให้สัมพันธ์กับช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง สอดคล้องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ด้านท้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯจังหวัดสมุทรปราการ จะปิดประตูระบายน้ำในช่วงเวลาน้ำขึ้น เพื่อไม่ให้น้ำเค็มรุกเข้ามาในแม่น้ำและจะเปิดบานระบายน้ำในช่วงเวลาน้ำลงเพื่อเร่งระบายน้ำหรือการกระแทกน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ไล่น้ำเค็มออกสู่ทะเลโดยเร็วอีกด้วย

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 24-31 มกราคมที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่เกิดน้ำทะเลหนุนสูง ผลการดำเนินการตามมาตราการข้างต้นร่วมกับการทดลองใช้ปฏิบัติการกระแทกลิ่มความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา (Water Hammer Operation) โดยกรมชลประทานร่วมกับการประปานครหลวง (กปน.) พบว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา เกิดน้ำทะเลหนุนสูงสุด ลิ่มความเค็มอยู่บริเวณวัดตลาดใต้ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ห่างจากสถานีสูบน้ำสำแลของการประปานครหลวงลงมาประมาณ 11 กิโลเมตร และจากการตรวจวัดค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสถานีสูบน้ำสำแล ณ เวลา 07.00 น.มีค่า 0.18 กรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นคุณภาพน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ (เกณฑ์ควบคุมค่าความเค็มเพื่อการผลิตน้ำประปา อยู่ที่ไม่เกิน 0.5 กรัม/ลิตร และเกณฑ์ควบคุมเพื่อการเกษตร ไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร)
อนึ่ง ปฏิบัติการกระแทกลิ่มความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา (Water Hammer Operation) เป็นวิธีการที่กรมชลประทานและการประปานครหลวงนำมาทดลองใช้เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำจืดมาใช้ผลักดัน และเจือจางค่าความเค็มบริเวณสถานีสูบสำแล โดยกำหนดให้โรงสูบน้ำประปาสำแลหยุดสูบเป็น เวลา 2 ชั่วโมง ในช่วงเวลาน้ำลงเพื่อจะได้มีปริมาณน้ำจืดที่มากพอสำหรับผลักดันลิ่มความเค็มให้เคลื่อนตัวไปให้ไกลจากสถานีสูบน้ำสำแล โดยมีการปฏิบัติการแล้ว 3 ครั้งในช่วงระหว่างวันที่ 25-26 ธันวาคม 2562 วันที่ 9-13 มกราคม 2563 และวันที่ 24-27 มกราคม 2563 ทั้งนี้กอนช.ยังคงเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะดำเนินทุกมาตรการอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูแล้งเพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคที่ปลอดภัย

ดร.ทองเปลว กล่าวถึงสถานการณ์ค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า จากสถานการณ์ฝนตกน้อยกว่าค่าปกติที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยามีปริมาณลดน้อยตามลงไปด้วย ประกอบกับสถานการณ์น้ำทะเลหนุน จึงส่งผลให้เกิดค่าความเค็มในน้ำเพิ่มสูงขึ้น กรมชลประทาน จึงได้วางมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อผลักดันค่าความเค็มลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักเพิ่มเติม รวมกันประมาณวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. และควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 80 ลบ.ม.ต่อวินาที และเขื่อนพระรามหกอีกประมาณ 6 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อผลักดันค่าความเค็ม รวมทั้งทำการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองผ่านแม่น้ำท่าจีนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านทางคลองพระยาบันลือประมาณ 27 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองพระพิมลประมาณ 19 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมกับติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองพระยาบันลือและคลองพระพิมลรวม 102 เครื่อง เร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไปไล่ความเค็มไม่ให้รุกเข้าไปทางตอนบน

Advertisement

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ดำเนินการขุดลอดตะกอนในคลองพระยาบันลือ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่รับมาจากแม่น้ำท่าจีน ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ความเค็มรุกล้ำเข้าไปถึงพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะบริเวณโรงสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ที่เป็นจุด สูบน้ำดิบของการประปานครหลวง อีกทางหนึ่งด้วย

ปัจจุบัน จุดเฝ้าระวังและควบคุมความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาที่โรงสูบน้ำดิบสำแลของการประปานครหลวง จ.ปทุมธานี ตรวจวัดค่าความเค็มได้ 0.17 กรัม/ลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25 กรัม/ลิตร มาตรฐานเพื่อการผลิตประปาไม่เกิน 0.50 กรัม/ลิตร) ส่วนที่ลุ่มน้ำท่าจีน บริเวณปากคลองจินดา ตรวจวัดค่าความเค็มได้ 0.22 กรัม/ลิตร(เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัม/ลิตร) และลุ่มน้ำแม่กลอง บริเวณปากคลองดำเนินสะดวก ตรวจวัดค่าความเค็มได้ 0.15 กรัม/ลิตร สถานการณ์ค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตามภาวการณ์ขึ้นลงของน้ำทะเล

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเฝ้าระวังติดตามคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาบริเวณโรงสูบน้ำดิบสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมใจกันใช้น้ำตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การควบคุมค่าความเค็มเกิดประสิทธิภาพและลดการสูญเสียน้ำโดยปล่าวประโยชน์ให้มากที่สุด