เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ถ.สรรพาวุธ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ควบคุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง คดีร่วมกันฆ่านายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ โดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อน มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน -10 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบปากคำพยานอีก10 ปาก และรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา
จากกองประวัติอาชญากร โดยพนักงานสอบสวน ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต หากได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้วเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี และไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน รวมทั้งก่อเหตุร้ายประการอื่น และการกระทำของผู้ต้องหาเกี่ยวกับการปลอมใบโอนหุ้นและลักเอาหุ้นของนายชูวงษ์ ผู้ตายไป และวางแผนฆ่าผู้ตายในคดีนี้เป็นการกระทำผิดอาศัยความใกล้ชิดและผู้ตายไว้วางใจในฐานะเพื่อน โดยการกระทำผิดด้วยความแยบยลสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในคดี อีกทั้งผู้ต้องหายังมีพฤติกรรมข่มขู่ผู้เสียหายและพยานที่เกี่ยวข้องด้วย
ขณะที่คำร้องฝากขัง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ผู้ต้องหาเป็นเพื่อนสนิทสนมกับผู้ตาย และลงทุนทำธุรกิจที่ดินด้วยกัน โดยผู้ตายมีฐานะทางการเงินดี มีหุ้นในบริษัทจำนวนมาก จึงได้สมคบคิดกับ น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล เจ้าหน้าที่การตลาดบริษัทหลักทรัพย์ที่ผู้ตายมีหุ้นอยู่ และพวก แล้วปลอมเอกสารใบโอนหุ้นของผู้ตาย โดยผู้ต้องหาอ้างตัวเองกับพนักงานฝ่ายจัดการหลักทรัพย์ว่าเป็นนายชูวงษ์ ยืนยันการโอนหุ้น กระทั่งหลงเชื่อในกลอุบายแล้ว วันที่ 8 มิถุนายน 2558 จึงมีการโอนหุ้น 3 ตัวไปให้ น.ส.อุรชา มูลค่า 35,050,000 บาท หลังจากนั้นมีการโอนหุ้นใน น.ส.ศรีธรา พรหมา มารดาของ น.ส.อุรชา ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายนยังมีการโอนหุ้นของนายชูวงษ์อีก 1 ตัวให้ น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนาพล จำนวน 9,500,000 หุ้น มูลค่า 228 ล้านบาท หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหา, น.ส.อุรชา, น.ส.ศรีธรา และ น.ส.กัญฐณา ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันลักทรัพย์ หรือรับของโจรซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องคดีดังกล่าว ขณะนี้สำนวนอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ
โดยผู้ต้องหา รู้ดีว่า ช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน 2558 บริษัทหลักทรัพย์จะต้องรายงานการโอนหุ้นให้นายชูวงษ์ทราบตามระเบียบ ผู้ต้องหาจึงวางแผนเอานายชูวงษ์ไปฆ่าเพื่อไม่ให้ล่วงรู้การกระทำของตนและเพื่อเอาหุ้นไป ซึ่งวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาออกอุบายขับรถไปหานายชูวงษ์ที่บริษัท และรับไปสนามกอล์ฟ ย่านบางนา หลังจากตีกอล์ฟและกินอาหาร ผู้ต้องหาวางแผนจะออกจากสถานที่เป็นคนสุดท้าย ซึ่งรับนายชูวงษ์นั่งโดยสารออกจากสนามกอล์ฟไปด้วยแล้วหยุดรถ พบกับพรรคพวกที่นัดหมายไว้ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใครแล้วก่อเหตุฆาตกรรมตามแผนที่วางไว้โดยทำร้ายที่หน้าและศีรษะ จนมีบาดแผลหลายแห่ง กระดูกคอหัก และบาดเจ็บที่ศีรษะด้านซ้ายอย่างรุนแรง ทำให้นายชูวงษ์ถึงแก่ความตาย ก่อนจะนำศพของนายชูวงษ์ไปนั่งที่เบาะด้านหน้าซ้ายในรถคันเกิดเหตุโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัยแล้ว ผู้ต้องหาขับรถคันเกิดเหตุไปตามเส้นทางที่วางไว้ที่ ถ.บางนาตราด แล้วเข้ามาทาง ถ.กาญจนาภิเษก เลี้ยวเข้า ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 มุ่งหน้ามาทาง สวนหลวง ร.9 ทิศทางมุ่งหน้าไปยังบ้านพักนายชูวงษ์เพื่อไม่ให้เป็นพิรุธ เมื่อถึงที่เกิดเหตุผู้ต้องหาได้ขับรถโดยเจตนาพุ่งเข้าชนต้นยูคาลิปตัส ห่างจากขอบทาง 43 เมตร สร้างสถานการณ์ว่าเป็นอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ เพื่ออำพรางคดีว่านายชูวงษ์ เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ เหตุเกิดที่ริม ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 48 กับซอย 50 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาได้ที่ลานจอดรถ หน้าอาคารทาวน์สแควร์ โรงแรมพอสคาน่า สวีท วัลเลย์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เวลา 09.40 น.แล้วแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาผลประโยชน์ที่ตนได้กระทำผิดอื่น และเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนให้พ้นคดีอาญา ในชั้นจับกุมและสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธโดยตลอด
ศาลพิจารณาคำร้องแล้ว ให้ฝากขังได้ตามคำร้อง
ขณะที่วันนี้ น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาของนายชูวงษ์ พร้อมด้วยนายเอนก คำชุ่ม ทนายความ ก็ได้เดินทางมายังศาลจังหวัดพระโขนงด้วย เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลขอคัดค้านการให้ประกันตัว พ.ต.ท.บรรยินด้วย
น.ส.วันเพ็ญ พี่สาวของนายชูวงษ์ เปิดเผยว่า ส่วนตัวยังเชื่อว่า พ.ต.ท.บรรยินไม่ได้ก่อเหตุเพียงคนเดียว เนื่องจากลักษณะการเสียชีวิตและสภาพศพของนายชูวงษ์ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ทั้งนี้มั่นใจในพยานหลักฐานที่มอบให้ตำรวจจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ ส่วนคดีปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นอยู่ระหว่างรอให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง
ต่อมานายบัญชา ชัยจำ ทนายความ พ.ต.ท.บรรยิน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อของปล่อยชั่วคราว โดยศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา โดยตีราคาประกัน จำนวน 2 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขรายงานตัวต่อศาลทุก 12 วันและห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
ต่อ มาเวลา 16.00 น. พ.ต.ท.บรรยิน เปิดเผยภายหลังได้รับการปล่อยชั่วคราวว่า ไม่รู้สึกหนักใจกับเรื่องคดี เนื่องจากตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่ถูกกล่าวหา แต่อย่างใด รอให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล เพื่อพิสูจน์ความจริงดีกว่า จากนั้นญาติได้พาพ.ต.ท.บรรยิน ขึ้นรถ ออกจากศาลไปทันที.

