หากมองผ่านรูปประโยคที่บรรยายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่ ได้มาโดยมิชอบธรรม
ละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม
เมื่อได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็สร้างกลไกรัฐธรรม นูญฉบับใหม่เพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของตนเอง
ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ประมวลภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในห้วงก่อนและภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มาวางเอาไว้ ได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์
หากที่สำคัญอย่างที่สุดก็คือ เอาสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทำไปสู่การลบล้างสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เข้าลักษณะ “ยืมหอกสนองคืน”
นั่นก็เท่ากับเป็นการนำเอาสรรพพฤติกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2562 มาประมวลและจัดระบบ
1 จัดระบบผ่านญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
1 เป้าหมายเหมือนกับอยู่บนเวทีของสภา แต่ในความเป็นจริงอยู่ที่ประ ชาชน
ประชาชนและสังคมต่างหากคือเป้าหมายของ”ฝ่ายค้าน”
หาก 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคเพื่อไทยสรปรวบยอดบทบาท และความหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาได้อย่างรวบรัดภายใต้วาทกรรม”กร่าง เถื่อน”
มีความจำเป็นที่จะต้องชี้ให้สังคมรับทราบและยอมรับให้ได้ว่าอะไรคือความเป็น”กร่าง เถื่อน”ในทางเป็นจริง
แม้กระทั่งการอภิปรายรัฐมนตรีอื่น ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่ว่าจะเป็น ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานีสุดท้ายก็คือ “กร่าง เถื่อน”
นี่คือภาระธุระที่ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องแบกรับ


