ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ รายชื่อทั้ง 6 คน เป็นผู้นำทางการเมืองจากกลุ่มอำนาจ คือ คสช. โดยไม่มี รมต.จากพรรคหลัก กล่าวคือ พรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ในญัตติ
แกนนำพรรคเพื่อไทย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เผยว่า รายชื่อ 6 คน เป็นกลุ่มคนที่ยึดโยงมาจากการยึดอำนาจ และมีการสืบทอดอำนาจต่อมาจนถึงปัจจุบัน การอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะชี้ให้เห็นว่า บุคคลเหล่านี้มีส่วนในปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ประชาชนในขณะนี้อย่างไร จนถึงจุดวิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อผู้นำ จนไม่อาจยอมรับให้อยู่ในตำแหน่งได้อีกต่อไป เป็นหน้าที่ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
ต้องดำเนินการให้สัมฤทธิผลเพื่อทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่บรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจที่จะรับมือแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นต่อไป
ขณะเดียวกัน พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ประกาศถอนตัวจากการร่วมกับฝ่ายค้าน เท่ากับบั่นทอนพลังตรวจสอบในรัฐสภาที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการถอนตัวของพรรคเศรษฐกิจใหม่ ก็คือ รัฐบาลและผู้ที่ถูกอภิปราย เห็นได้ชัดว่า การอภิปรายที่จะต้องมีการลงมติในภายหลัง คะแนนเสียงของฝ่ายค้าน คงไม่สามารถทำให้เป้าของการอภิปรายทั้ง 6 คนพ้นจากตำแหน่งได้
อย่างไรก็ตามแม้ฝ่ายค้านไม่สามารถทำให้ รมต.ที่บริหารผิดพลาดพ้นจากตำแหน่ง
ด้วยการลงคะแนนในสภาได้ แต่พลังจากการอภิปราย การเปิดเผยข้อผิดพลาดได้อย่างมีน้ำหนัก อาจก่อให้เกิดแรงกดดันจากสังคม และอาจเกิดฉันทามติที่พุ่งตรงต่อรัฐบาล มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ เป็นกลไกปกติของระบอบรัฐสภา การอภิปรายน่าจะเกิดขึ้นก่อนปิดสมัยประชุม ปลายเดือน ก.พ.นี้ จึงต้องจับตาว่า การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลครั้งแรกในรอบมากกว่า 6 ปีที่ผ่านมา จะดำเนินการได้หรือไม่ และจะมีผลต่อการเมืองอย่างไร

