เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ จ.ราชบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น (คปต.) ได้เดินทางเข้าพบกับ ร.ต.อ.ประดิษฐ์ คงเปรม พนักงาน สภ.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้กับพนักงานสอบสวน กรณีที่ดินของนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ บริเวณหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยวันนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ อบต.ท่าเคย ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ โดยมีนายพัฒนะ ศิริมัย ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ราชบุรี พ.ต.ท.ภาสกร อยู่เย็น รองผู้กำกับสืบสวน สภ.สวนผึ้ง นายชนันต์ อินทรรักษ์ ปลัดอาวุโส อำเภอสวนผึ้ง นายสุชาติ บัวบาง หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ รบ. 3 (พุยาง) ทหารเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ ทหาร กอ.รมน.จังหวัดราชบุรี และหน่วยงานที่ที่เกี่ยวข้อง นำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตรวจสอบพิกัด โดบนายวีระได้ร่วมตรวจสอบดูรายละเอียดแผนที่ พร้อมชี้จุดที่ตั้งแท้งค์น้ำขนาดใหญ่หลายจุด ที่ได้ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว
นายวีระ กล่าวว่า วันนี้มาตามคดีอาญาที่ 419/2562 เป็นคดีที่ได้แจ้งความกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับนายทวี กรณีที่เชื่อว่ามีการครอบครองที่ดินของรัฐที่ป่าไม้ถาวร ที่ป่าสงวนแห่งชาติ และบางส่วนเป็นที่ดิน สปก.บริเวณนี้จะอยู่ในเขตหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง ซึ่งคดีเคยถูกโอนไปที่ บก.ปทส.แล้วถูกดองเรื่องไว้ ทาง ปทส.ก็ไม่ทำงาน คดีนี้ถูกส่งกลับมาให้ สภ.สวนผึ้งทำต่อ ซึ่ง ปทส.เลือกทำเฉพาะคดีของ นส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส่วนคดีนี้เสียเวลาไปเป็นเดือนกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมคดีถึงถูกส่งไปที่ส่วนกลาง ทั้งที่ทางท้องที่สามารถทำคดีได้ ทางพนักงานสอบสวนทั้ง สภ.จอมบึง และ สภ.สวนผึ้ง ถูกสั่งให้หยุดการสืบสวนสอบสวนตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา ส่งเรื่องเข้าไปที่กรุงเทพฯ ไปดองไว้ที่สอบสวนกลาง จากการดูแผนที่ประกอบร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ชัดเจนอย่างที่บอก อย่างจุดที่อยู่ในป่าสงวนแห่งชาตินั้น มองจากในแผนที่ดาวเทียมจะพบแท้งค์น้ำขนาดใหญ่ไปสร้างอยู่ติดเชิงเขา ตรงนั้นเป็นเขตของป่าสงวนแห่งชาติ บางส่วนตอนนี้ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ สปก.บางส่วนก็ยังเป็นพื้นที่ของป่าไม้ถาวรอยู่
“ส่วนวันนี้ที่มาตรวจสอบ จะเรียกว่าเป็นการนับหนึ่งใหม่ก็ได้ เพราะพนักงานสอบสวน สภ.สวนผึ้ง เพิ่งได้โอนสำนวนกลับมาประมาณวันที่ 22 มกราคม และผมได้มาตามเรื่องที่ สภ.สวนผึ้ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม ส่วนกรณีที่จะร้องมาตรา 157 หรือไม่นั้น คงไม่ร้องกับเจ้าหน้าที่ที่นี่ แต่อาจจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ในกรุงเทพฯ เพราะที่นี่ไม่ได้ดองเรื่อง ขณะที่ทาง ปทส.แจ้งว่าคดีของ น.ส.ปารีณาน่าจะเสร็จประมาณสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนการดำเนินการวันนี้ เท่าที่ดูไม่น่าจะติดขัดปัญหาอะไร เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ศูนย์ราชบุรี ผู้ใหญ่บ้าน และประสานกับ อบต.เพราะว่า อบต.จะต้องมานำชี้ในพื้นที่ที่ อบต.เคยเก็บภาษีบำรุงพื้นที่ที่เรียกว่า ภบท. 5 จำนวน 4 แปลง ซึ่งนายทวีเป็นผู้เสียภาษี รวมแล้วเกือบ 800 ไร่ วันนี้ อบต.ต้องมานำชี้ในพื้นที่ดังกล่าวว่าอยู่จุดไหน จะต้องมาดูว่าที่เก็บภาษีนั้น เป็นพื้นที่อยู่ในเขตป่าไม้ หรือป่าสงวนแห่งชาติ หรือ เขต สปก.” นายวีระ กล่าว

ด้านนายพัฒนะ ศิริมัย ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ราชบุรี กล่าวว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่ ตามที่นายวีระได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.สวนผึ้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ว่ามีการบุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายเขตท้องที่ ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง เนื้อที่บุกรุกตามที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ประมาณ 2,000 ไร่ วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สวนผึ้ง จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายป่าไม้ ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง รวมทั้ง สปก.ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตามเรื่องราวตามที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้หรือไม่ โดยจะตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดจากข้อมูลคร่าวๆ ที่ได้จัดเก็บไว้ก่อนลงพื้นที่นั้น ซึ่งพื้นที่หมู่ 9 จะเป็นพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน บางส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และบางส่วนอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ณ เวลานี้ จึงยังไม่รู้ว่าพื้นที่ที่แจ้งความว่ามีการบุกรุกครอบครองนั้น จะครอบคลุมพื้นที่ของรัฐประเภทใด มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะให้ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ฝ่ายปกครองท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านช่วยนำชี้พื้นที่ ที่บุกรุกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
“ได้พูดคุยกับพนักงานสอบสวน สภ.สวนผึ้ง บอกว่ามีหนังสือแจ้งนายทวีไป 2 ครั้งแล้ว วันนี้ไม่มา จึงต้องใช้ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะว่านายวีระที่เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ น่าจะมีข้อมูลพอสมควร ว่าพื้นที่ที่ได้แจ้งว่ามีการบุกรุกครอบครองโดยมิชอบนั้น กินขอบเขตบริเวณไหนบ้าง วันนี้จึงถือเป็นครั้งแรกของหน่วยงานด้านป่าไม้ที่ได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ คงต้องรอตรวจสอบเดินตามแนวเขตพื้นที่อย่างละเอียด จึงจะทราบว่ากินแนวเขตพื้นที่ไหนไปบ้าง ถ้าพบว่ามีการครอบครองทำประโยชน์ จะได้จับค่าพิกัด แล้วคำนวณออกมาเป็นจำนวนเนื้อที่ที่ชัดเจน ถึงจะทราบผลการบุกรุกที่ดินถือครองว่าอยู่ในเขตป่าสงวนเท่าไร เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่าไร อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรเท่าไร ถ้าพบว่ามีการบุกรุกที่ดินดังกล่าว คงต้องหารือกับผู้บริหารอีกครั้ง” นายพัฒนะ กล่าว



