รายงานหน้า 2 : นักวิชาการมองเหตุ‘จ่าคลั่ง’ ชี้แนวถอดบทเรียน สกัดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

หมายเหตุนักวิชาการให้ความเห็นถึงเหตุปัจจัยที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา กราดยิงเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ใน จ.นครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากและมาตรการป้องกันเหตุซ้ำรอย

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ส่วนตัวให้น้ำหนักไปที่ปัญหาแรกเริ่ม คือ 1.ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย ที่มีลักษณะทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้อำนาจกดดันผู้ใต้บังคับบัญชา และทำตามความต้องการของตัวเอง

เมื่อมองจากกรณีนี้ และอีกหลายเหตุการณ์ที่ไม่รุนแรงขนาดนี้ก็ล้วนสะท้อนถึงลักษณะขององค์กรราชการไทย ที่เอื้อให้ผู้ใช้อำนาจ หรือผู้บังคับบัญชา มีลักษณะการใช้อำนาจที่อย่างไม่ค่อยมีธรรมาภิบาลทั้งสิ้น

นายทหารคนนี้ก็มีปัญหากับผู้บังคับบัญชาเรื่องหนี้สิน ซึ่งหนี้สินนี้ก็เป็นผลพวงจากระบบธรรมาภิบาลขององค์กร หากผู้ใต้บังคับบัญชามีความไว้วางใจต่อผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับบัญชามีธรรมาภิบาลต่อเขา เมื่อเป็นหนี้สินมีการใช้จ่ายกันไปตามสัญญา ปัญหาก็คงจะจบ แต่ภายใต้โครงสร้างรัฐราชการเช่นนี้จึงเป็นเหตุนำมาสู่ปัญหาที่บานปลาย

ประการที่ 2.ปัญหาโครงสร้างทางการทหาร ด้วยลักษณะโครงสร้างเช่นนี้ หลายครั้งทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมาก ส่วนตัวมองว่ากองทัพมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการ-ดูแลบุคลากร เกิดเป็นภาพสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกองทัพ ที่ผู้ใต้บังคับบัญชามักถูกกระทำโดยผู้บังคับบัญชาในทางที่ไม่ถูกต้อง

ประการต่อมา 3.การบริหารยุทโธปกรณ์ของกองทัพมีความความหละหลวม ซึ่งยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่มีแสนยานุภาพสูง มาตรการทางการควบคุมก็ต้องเข้มข้นมากพอเพื่อให้การเข้าถึงทำได้อย่างยากลำบาก แต่เราจัดการเรื่องนี้ไม่ดีพอ ส่งผลให้เรามียุทโธปกรณ์มากมายกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ พร้อมการควบคุมที่หละหลวม

ประการที่ 4.สังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย และเป็นสังคมเสี่ยงภัยที่ไม่สามารถไว้วางใจต่อพื้นที่สาธารณะได้ทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน ส่วนหนึ่งมีดราม่าเรื่องของการสื่อสารที่ไม่ค่อยคำนึงถึงคุณภาพในการสื่อสาร แต่ต้องการเพียงแต่กระแส และเรตติ้ง สื่อต่างๆ จึงพยายามช่วงชิงความไว แต่ไม่ได้ตระหนักว่าการสื่อสารนั้นได้สร้างภาวะตึงเครียดทางสังคมอย่างมาก ปัญหาเหล่านี้ทั้งมีโอกาสที่จะเกิดซ้ำได้เป็นระยะ

จากกรณีนี้ สิ่งสำคัญคือ ผู้บัญชาการทหารบกต้องแอคทีฟ มีความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้เพราะเรื่องเกิดขึ้นมาจากคนในกองทัพเอง ทั้งผู้ก่อเหตุ และผู้ถูกกระทำ ยังมีเรื่องของการบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ของกองทัพ อยากจะเห็น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.แสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ อาจด้วยการออกมาขอโทษ หรือด้วยทางใดทางทางหนึ่ง

ประการต่อมา อยากเห็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯในการแสดงความรับผิดชอบที่สะท้อนถึงความรู้สึกกังวลใจต่อเรื่องนี้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การแปรสถานการณ์ไปในทางการเมืองเพื่อการหาเสียง เช่นนี้ไม่ถูกต้อง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีปัญหาวิกฤตเรื่องการสื่อสารบ่อยครั้งมาก ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะเป็นเสาหลักในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตได้

หลักๆ แล้ว ผบ.ทบ.กับรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ เพื่อให้เห็นว่ากองทัพและรัฐบาลยังเป็นเสาหลักให้กับประชาชนได้อยู่

ในส่วนของมาตรการ 4 ข้อของกองทัพบกที่ออกมาในการดูแลป้อมรักษาการณ์ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ระบบราชการ และสายการบังคับบัญชาที่เปิดโอกาสให้ผู้บังคับบัญชาสามารถกระทำต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในทางใดทางหนึ่งที่มีลักษณะกดดัน ดังนั้น มาตรการ ทั้ง 4 ข้อนี้จึงไม่มีความหมาย เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์ผู้ก่อเหตุสามารถเตรียม หรือหามาได้เอง แต่ปัญหาคืออยู่ที่โครงสร้างราชการ และของกองทัพ ที่เอื้อให้ผู้มีอำนาจสามารถกดดันให้เกิดความรู้สึกทางลบสะสมเป็นระยะเวลานานจนเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้

ตอนนี้กองทัพคิดแต่ปัญหาในเชิงปรากฏการณ์ มีปัญหาเรื่องกระสุน ก็พยายามจำกัดการใช้กระสุน มีปัญหาเรื่องผู้น้อยกับผู้บังคับบัญชา ก็พยายามอย่าให้เขาถืออาวุธปืน แต่ไม่ได้ทำให้ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อไม่สร้างแรงกดดัน

เพราะหากย้อนมอง ถ้าผู้บังคับบัญชาไม่ไปโกง ไม่ไปกลั่นแกล้งหรือกดดันเขา ต่อให้เขามีอาวุธ มีปืนอยู่ในมือ เขาก็ไม่ออกไปฆ่าใคร เราเคยเห็นข่าวเช่นนี้บ่อยครั้ง อาจารย์ฆ่ากันในมหาวิทยาลัย ตำรวจฆ่าผู้บังคับบัญชา เหล่านี้มาจากปัญหาแรงกดดันทั้งสิ้น

ดังนั้น หากมองภาพรวมของปัญหานี้ ก็อาจกล่าวได้ว่ามีสาเหตุมาจากโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำในระบบราชการที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีแรงกดดันจากการใช้อำนาจที่อยุติธรรมของผู้บังคับบัญชา ซึ่งมาตรการทั้ง 4 ข้อ ไม่มีข้อใดที่พูดถึงเรื่องนี้ เน้นมองแต่รูปแบบและพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความรุนแรง แต่ไม่ได้มองเหตุในเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่ความรุนแรง

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล
ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการอาชญาวิทยา
และการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต

เหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ สะท้อนความกดดันและการจัดการกับความกดดันที่เกิดขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งคนเรามีความกดดันมากน้อยแตกต่างกัน ตามหลักวิชาการมีแนวคิดหนึ่ง ชื่อว่า “ความกดดันทางสังคม” เช่น บางคนคาดหวังกับเป้าหมายชีวิต อยากมีทรัพย์สินเงินทอง อยากร่ำรวย มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆ แต่หลายคนไม่สามารถไปถึงเป้าหมายตรงนั้นได้ จึงเลือกใช้วิธีอย่างค้ายาเสพติด เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง

ขณะที่บางคนอยากได้ตำแหน่งสูงก็ไปซื้อขายตำแหน่ง เพราะมองถึงเรื่องการได้รับความยอมรับ เหล่านี้เป็นการจัดการกับความกดดันอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งกรณีนี้ก็มีความคล้ายคลึงกัน เขาอาจจะมีความเครียดจากการเจรจาเรื่องเงินที่ไม่ลงตัว หรืออาจเป็นความเครียด ความกดดันจากระบบงาน ซึ่งมีการจัดการด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

เหตุการณ์กราดยิงผู้คนที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ เรียกว่า Active Shooter เป็นปฏิบัติการที่คนหนึ่งคน กราดยิงบุคคลที่ไม่รู้เรื่องด้วย ซึ่งในต่างประเทศเกิดก่อนบ้านเรา เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส แต่สหรัฐอเมริกาเกิดมากที่สุดในโลก

โดยต่างประเทศมีการถอดบทเรียนกันเป็นที่เรียบร้อย และมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังเพื่อหามูลเหตุ หรือ แรงจูงใจ ของผู้ก่อเหตุว่าเกิดจากอะไร เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดมาตรการป้องกัน

กรณีนี้ก็เช่นกัน ประเด็นแรก คือ 1.เราควรจะต้องมีการสอบสวนถึงมูลเหตุแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุให้ได้ชัดเจน ว่าเรื่องที่เขามีความกดดัน หรือมีความเครียดนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ไม่ใช่เกิดเหตุที ก็มาพูดกันที ซึ่งตามมาตรฐานปฏิบัติของต่างประเทศ จะศึกษามูลเหตุได้

บางคนอาจจะบอกว่าเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง หรือเกิดจากการถูกบูลลี่ โดยเพื่อนนักเรียนในโรงเรียน จึงเอาปืนมากราดยิงเพื่อในโรงเรียน เหล่านี้ เราจะได้นำมาเป็นนโยบายต่อไปว่า คุณครูต้องดูแลใกล้ชิดเมื่อมีการแซว หรือล้อกัน จะต้องมีการระงับก่อนนำไปสู่ความรุนแรง

2.หน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนระดับพื้นที่ อย่างตำรวจ ขณะที่ตำรวจในโรงพักขาดแคลนหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะขาดแคลนเรื่องกำลังคน เช่น มหาวิทยาลัยรังสิต อยู่ในพื้นที่ปากคลองรังสิต นักศึกษามีประมาณ 20,000-30,000 คน คนในเมืองเอกมีประมาณ 10,000 คน รวม 40,000-50,000 คน แต่มีตำรวจดูแลเพียง 2 คน ไปช่วยราชการกันหมด จะเห็นว่าตำรวจไม่ได้รับการจัดสรรอย่างเต็มอัตรา

ฉะนั้นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจะมีได้อย่างไรในเมื่อมาตรฐานสากลบอกว่าตำรวจ 1 คน ดูแลประชากร 300 คน ต้องมีการจัดสรรให้เพียงพอ

เรื่องต่อมาคือ งบประมาณที่ต้องจัดสรร โดยเฉพาะงบประมาณจากท้องถิ่น เรื่องความปลอดภัย ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ระบุในกฎหมาย เช่น 5-10 เปอร์เซ็นต์ และต้องมีการประเมินว่าสามารถทำได้ตามนั้นหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของวัสดุ อุปกรณ์ องค์ความรู้ และการพัฒนาทักษะของการทำงานให้กับตำรวจในแต่ละหน้างาน ต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้ ประเมินผล ติดตาม รวมทั้งมีผลตอบรับเรื่องความก้าวหน้าในตำแหน่งหรือการโยกย้ายด้วย เพราะในต่างประเทศตามหลักสากล

หากคนร้ายมีการกราดยิงด้วยอาวุธปืน ตำรวจที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านทักษะและประสบการณ์จะทำหน้าที่หลักๆ คือ กันคนให้ออกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะไม่เผชิญเหตุ เพราะจะเรียกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (SWAT) มาหยุดยั้งสถานการณ์ ซึ่งสังเกตได้ว่าการปฏิบัติการแตกต่างจากบ้านเรา ต้องชื่นชมตำรวจเราที่ยอมพลีชีพเพื่อหยุดยั้งคนร้าย แต่อีกด้านก็เป็นบทเรียนที่จะต้องถอดเพื่อมีการให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่มากกว่านี้

ประชาชนเองก็ต้องเรียนรู้เรื่องอาชญากรรม หรือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ การปฏิบัติตัวกรณีที่เจอเหตุการณ์กราดยิง จะต้องหนีเอาตัวรอดก่อนหากผู้ก่อเหตุอยู่ไกล แต่ถ้าหนีไม่ทันเพราะอยู่ใกล้ก็หลบซ่อนตัว หรือปิดเสียงโทรศัพท์ และอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ใช้วิธีส่งข้อความผ่านระบบไลน์ หรือ อินบ็อกซ์ เอาชีวิตรอดก่อนไม่ต้องกังวลทรัพย์สินมีค่า ลืมกระเป่าที่โต๊ะกลับไปเอากระเป๋าอย่างนี้ไม่ได้ ต้องทิ้งเพื่อรักษาชีวิตก่อน แต่หากจวนตัว คนร้ายมาถึง หนีไม่ทัน ก็ต้องมีการสอนว่าจะต้องทำอย่างไร

ต้องยอมรับว่า Active Shooter เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย และน่าจะต้องมีการพูด มีการเรียนการสอนในโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งต้องมีการเผยแพร่ความรู้กับประชาชนทั่วไป เพราะเมื่อติดตามข่าวช่วงเกิดเหตุ คนที่ติดอยู่ในนั้น ตอนหลังก็ออกมาให้ข้อมูลว่า “เขาไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะแจ้งใคร โทรไปเบอร์ที่ทางการแจ้งก็โทรไม่ติด สายไม่ว่าง ไม่มีคนรับ” เหล่านี้ เราต้องเรียนรู้ร่วมกัน

ประการต่อมาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก คือ ภาวะผู้นำ ในต่างประเทศอย่างตำรวจเยอรมัน เน้นมากเรื่องการอบรมให้ความรู้ผู้บริหารระดับผู้นำ ว่าภาวะผู้นำควรจะต้องเป็นอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าทหารที่ก่อเหตุฆ่าเจ้านายของเขา ต้องมีเหตุจูงใจ หรืออย่างตำรวจก็มีที่ฆ่าเจ้านายตัวเอง ร้อยเอกยิงพลโท ร้อยเอกยิงพันโท ก็มีหลายครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า เราให้ความสำคัญเรื่องการให้องค์ความรู้ภาวะผู้นำมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ใช้อาวุธ

ระบบการสั่งการจากผู้บังคับบัญชาอย่างเดียว บางครั้งอาจทำให้หลงลืมลืมเรื่องภาวะผู้นำ และอาจส่งผลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่เข้าใจ ไม่พอใจ เกิดความเก็บกดสะสมและระบายออกมาด้วยการใช้อาวุธได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้นร.พิษณุโลก ช่วยกันหาบน้ำเกลือมาผลิตเกลือขาย หาเงินมาจ้างครูสอนหนังสือ
บทความถัดไปTK Park ร่วมลุย LIT Fest เทศกาลหนังสือสนุกไฟลุกพรึ่บ ครั้งที่ 2 เรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกันอย่างรื่นรมย์