ไม่ว่ามติของ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ว่า จะปฎิบัติหน้าที่ตามปกติ เซ็นชื่อเป็นองค์ประชุม แต่การพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณจะปล่อยให้รัฐบาลรับผิดชอบตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นมาอย่างไร
ก็ต้องยอมรับว่า “มติ” นี้ทรงความหมายและจะสะท้อนบทบาทในสถานะแห่ง “อารยะขัดขืน”อันทรงพลัง
ไม่เพียงแต่ต่อ 1 รัฐบาล หากแต่ยังต่อ 1 ศาลรัฐธรรมนูญ
ความหมายก็คือ ทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นปม กลายเป็นประเด็น ซึ่งไม่เพียงแต่ยากต่อการปฏิบัติตามความเป็น จริง
ขณะเดียวกัน ก็ก่อให้เกิดคำถามไปยังรัฐบาลอันแหลมคมยิ่งว่าแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้มีมูลรากมาอย่างไรและเป็นความผิดของใคร
คำถามนี้จะทรงความหมายยิ่งในการประชุมวันที่ 13 กุมภาพันธ์
ความเป็นจริงก็คือ ความผิดพลาดทั้งหมดมิได้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายค้าน หากแต่เป็นความผิดพลาดอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายใน รัฐบาลเอง
เริ่มจากการเปิดโปงจากพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของ 2 ส.ส.พรรคภูมิใจไทย
เรื่องนี้ปรากฏหลักฐานอย่างเด่นชัด ไม่อาจโต้แย้งได้
จากนั้น ปรากฏภาพผ่าน”คลิป”ว่ามีการเสียบบัตรแทนกันเกิดขึ้น ไม่ว่าภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าภายในพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าภายในพรรคพลังท้องถิ่นไท
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ล้วนเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ความเป็นจริงนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับทราบ ทั้งยังเคยมีคำวินิจฉัยที่ 3-4 / 2557 ดำรงอย่างเป็นบรรทัดฐาน
“บรรทัดฐาน”ต่างหากที่เป็นจริยธรรมค้ำคออย่างสำคัญ
มติของ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงดำเนินไปด้วยความสุภาพ นิ่มนวลแต่ก็มีความแข็งแกร่งอยู่ในกระบวนท่า
เป็นความแข็งแกร่งใน”หลักการ”ในทาง”กฎหมาย”
เป็นความแข็งแกร่งและเป็นการยืนหยัดทวงถามถึง”บรรทัดฐาน” อันกำหนดไว้แล้วในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และทวงถามสำนึกแห่งความรับผิดชอบของรัฐบาล
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจาณาร่างพรบ.งบประมาณในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ จึงทรงความหมาย
ทรงความหมายในเชิงจริยธรรม ทรงความหมายในเชิงการเมือง
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
![]()


