‘คอร์รัปชั่นไทย’ปี58 รั้งอันดับ76จาก168 อุปสรรคทางศก.ลดลง-ดัชนี’นิติรัฐ’วูบ18คะเเนน

30.01.16 | 15:13 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี 2558 ไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 โดยประเทศไทยได้ 38 คะแนนเท่าปีที่ผ่านมา จากคะแนนเต็ม 100 และได้ลำดับที่ 76 จาก 168 ประเทศทั่วโลก และลำดับที่ 3 จาก 9 ประเทศอาเซียนนั้น

ทางสำนักงาน ป.ป.ช. โดยคณะทำงานศึกษาดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นได้รายงานผลค่าคะแนน พร้อมวิเคราะห์ถึงสาเหตุการได้ค่าคะแนนดังกล่าว เสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.รับทราบแล้ว ทั้งนี้ ในการให้ค่าคะแนนองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้พิจารณาข้อมูลจากแหล่งข้อมูล 8 แหล่งข้อมูล สรุปได้ ดังนี้

1.แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน มี 3 แหล่งข้อมูล อาทิ International Institute Management Development (IMD) : World Competitiveness Yearbook ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5 คะแนน โดย IMD พิจารณาจาก 4 องค์ประกอบ คือ 1.สมรรถนะทางเศรษฐกิจ 2.ประสิทธิภาพของภาครัฐ 3.ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ 4.โครงสร้างพื้นฐาน

ส่วน World Economic Forum (WEF) : Executive Opinion Servey เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 คะแนน โดย WEF รายงานว่าปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจปี 58 ลดลงสูงที่สุดเมื่อเทียบกับปี 57 คือ การคอร์รัปชั่น โดยปี 57 ระดับของอุปสรรคตัวนี้อยู่ที่ร้อยละ 21.4 แต่ในปี 58 อุปสรรคตัวนี้เหลือเพียงร้อยละ 12.5 และอุปสรรคด้านความไม่มั่นคงของรัฐบาลลดลงเช่นกัน ดังนั้น การที่นักธุรกิจมองว่าปัจจัยเชิงลบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในประเทศไทยลดน้อยลง จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้ค่าคะแนน WEF เพิ่มขึ้น

นายสรรเสริญกล่าวว่า 2.แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทยได้คะแนนเท่ากับปีก่อน มี 4 แหล่งข้อมูล อาทิ Bertelsmann Foundation Transformation Index (BF-BTI) ได้ 40 คะแนน โดย BF-BTI ใช้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์และประเมินกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และดูความเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน คือ 1.ด้านการเมือง 2.ด้านเศรษฐกิจ 3.ด้านการจัดการของรัฐบาล ส่วน Economist intelligence Unit (EIU) : Country Risk Rating ได้ 38 คะแนน โดย EIU วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญ ได้แก่ ความโปร่งใสในการจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณ การใช้ทรัพยากรของราชการ/ส่วนรวม การแต่งตั้งข้าราชการจากรัฐบาลโดยตรง มีหน่วยงานอิสระในการตรวจสอบการจัดการงบประมาณของหน่วยงานนั้นๆ มีหน่วยงานอิสระด้านยุติธรรมตรวจสอบผู้บริหาร/ผู้ใช้อำนาจ ธรรมเนียมการให้สินบน เพื่อให้ได้สัญญาสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ

Advertisement

นายสรรเสริญกล่าวว่า 3.แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทยได้คะแนนลดลงกว่าปีก่อนมี 1 แหล่งข้อมูล คือ World Justice Project (WJP) : Rule of Law Index ได้คะแนน 26 คะแนน ลดลงจากปีก่อน 18 คะแนน โดย WJP ประเมินค่าความโปร่งใสโดยใช้หลักนิติรัฐ ซึ่งมีหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ 1.รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและถูกตรวจสอบได้ 2.กฎหมายต้องเปิดเผย ชัดเจน มั่นคง ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน 3.กระบวนการทางกฎหมายมีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ 4.การตัดสินคดีต้องมีความเป็นธรรม มีจริยธรรม มีความเป็นกลาง ซึ่งผลคะแนนที่ลดลงมากนี้น่าจะมาจากปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือสภาพปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาที่มีอิทธิพลต่อตัวชี้วัดนี้ไม่น้อย ทั้งนี้ WJP จะมีการเก็บข้อมูลทุกปี ประมาณเดือนกันยายน–ตุลาคม

นายสรรเสริญกล่าวว่า ค่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นของ 3 แหล่งข้อมูลข้างต้น เป็นผลจากมุมมองของผู้บริหารระดับสูงและนักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศที่กลับมาเชื่อมั่นประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าการดำเนินการเพื่อเพิ่มค่าดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ไม่ใช่แค่เพียงการลดปัญหาการทุจริตเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องรวมพลังสร้างสังคมที่ดี ทั้งนี้การเผยแพร่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก มีการบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม และมีการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสทุกหน่วยงานภาครัฐ โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนกับประชาชน นักลงทุน หน่วยงาน/องค์กร สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ จะมีส่วนช่วยเพิ่มค่าคะแนน CPI ในปี 2559 ต่อไป และที่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างสังคมที่ดีอย่างต่อเนื่องยั่งยืนทุกช่วงเวลา