การลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ครั้งที่ 2 ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญผ่านพ้นไป
สำหรับสภาผู้แทนราษฎร แม้ในภาพรวมการลงมติจะผ่านไป แต่ระหว่างการลงคะแนนก็ยังมีเรื่อง “ไม่เรียบร้อย”
นั่นเพราะองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ที่เมื่อฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ไปแล้วเกิดสะดุด
กลายเกรงกันว่าอาจจะเป็นชนวนความไม่ชอบขึ้นมาอีก
และกลายเป็นว่าพรรคฝ่ายค้านต้องลงชื่อร่วมองค์ประชุมเพื่อช่วยให้รัฐบาลผ่านร่าง พ.ร.บ.นี้อีกครั้งไปได้
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงว่า วิกฤตเสียงปริ่มน้ำยังดำรงอยู่
ขณะเดียวกันก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ พรรคฝ่ายค้านโอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาล
จนเป็นที่จับตาว่า ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น
สุดท้ายฝ่ายค้านจะมีลักษณะเกี้ยเซี้ยฝ่ายรัฐบาลมากน้อยเพียงใด
เหตุที่มีข้อสงสัยดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่พรรคฝ่ายค้านถูกกระทำ ทำให้มีความโน้มเอียงว่าสมาชิกบางคน พรรคการเมืองบางพรรค ทางฟากฝั่งฝ่ายค้านอาจจะต้องยอม “เกี้ยเซี้ย”
ทบทวนย้อนหลังไปมองการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้ฉายาว่า “ดีไซน์มาเพื่อเรา” จะพบว่าด้วยกฎกติกาและกลไกตามรัฐธรรมนูญทำให้พรรคฝ่ายรัฐบาล “มีเปรียบ” ในการต่อรอง
แม้พรรคพลังประชารัฐจะมีเสียง ส.ส.เขตสู้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา และพรรคการเมืองอื่นๆ อีกหลายพรรคเข้าร่วมรัฐบาล
และร่วมโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ พรรคการเมืองที่มาร่วมรัฐบาลอ้างว่า เพราะอย่างไรเสีย ส.ว. ก็มีสิทธิลงคะแนนเลือก พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ด้วยข้อจำกัดของพรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำฝ่ายรัฐบาล ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจต่อรองเกี่ยวกับเก้าอี้รัฐมนตรี
ผลกระทบที่ตามมาคือเอกภาพในการบริหารงาน
กลไกจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจในการจูงใจสมาชิกพรรคฝ่ายค้านให้หันมาร่วมมือ
ปรากฏการณ์ “งูเห่า” จากพรรคการเมืองฟากฝั่งฝ่ายค้านในการ “เสียบบัตร” แสดงตนกรณีขอ “โหวตใหม่” หลังจากพ่ายโหวตครั้งแรกในญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจาก ม.44
น่าสนใจตรงที่บรรดา ส.ส.ฝ่ายค้านที่ยกมือสวนมติของพรรค ได้รับการต้อนรับจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างคึกคัก และมีกระแสข่าวอยู่ตลอดเวลาว่า จำนวนของ ส.ส.งูเห่า มีมากกว่านี้
ขณะที่พรรคการเมือง อาทิ พรรคอนาคตใหม่ ที่ประกาศเจตนายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ คสช.มาตั้งแต่แรก กลับเจอกล่าวหา และมีบาดแผลจากการตัดสินคดีแล้วคดีเล่า
ตั้งแต่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ที่แม้แต่การเข้าไปสู่สภายังไม่ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า “ถือหุ้นสื่อ”
ขณะเดียวกัน พรรคอนาคตใหม่ก็ต้องคดีทางการเมืองมาโดยตลอด เมื่อครั้งที่แล้วถูกร้องเรื่อง “ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่า ไม่เข้าข่ายความผิด
และในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ พรรคอนาคตใหม่ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกคดี
นั่นคือคดีที่นายธนาธรปล่อยให้พรรคกู้ 191 ล้านบาท ซึ่ง กกต.มีมติเห็นว่าผิด และเสนอให้ยุบพรรค
อนาคตของพรรคอนาคตใหม่จึงต้องรอลุ้น
ขณะที่นายธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ถูกกล่าวหา ได้มีการกล่าวหานักการเมืองและพรรคการเมืองอื่นๆ ในกรณีเดียวกัน
มีการกล่าวหานักการเมืองอีกหลายคน “ถือหุ้นสื่อ”
และมีการกล่าวหาพรรคการเมืองอีกหลายพรรคว่า “กู้เงิน” และ “ยืมเงิน”
น่าสนใจว่า เมื่อคำร้องเรื่อง “ถือหุ้นสื่อ” เมื่อนายธนาธรต้องยุติบทบาททางการเมืองแล้ว ข่าวคราวนักการเมืองคนอื่นๆ ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. กลับเงียบหาย
คำร้องต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจติดตาม
เช่นเดียวกับคำร้องเรื่องพรรคกู้ยืมเงิน หลังจากที่ กกต.เสนอให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ด้วยเหตุกรณีดังกล่าวแล้ว กลับปรากฏว่าข่าวเกี่ยวกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในทำนองเดียวกันเงียบหาย
สิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวชวนให้คิดไปว่า เป็นวิบากกรรมของพรรคอนาคตใหม่
พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคที่ยืนอยู่ตรงข้ามของ คสช.
สังคมจึงมองว่า นี่คือวิบากกรรมของพรรคที่ยืนอยู่ตรงข้าม คสช.
เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นเช่นนี้ จึงอาจเป็นไปได้ว่า นักการเมืองและพรรคการเมือง อาจจะอาศัยเหตุผลข้อนี้ไปแสวงหาประโยชน์
เปลี่ยนแปลงพรรค เปลี่ยนแปลงจุดยืน
เช่นเดียวกับพรรคการเมือง อาจมีความจำเป็นในการ “เกี้ยเซี้ย” เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้
ดังนั้น ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ จึงมีแต่ความหวาดระแวง
เกรงว่าจะมี “งูเห่า” เกรงว่าจะ “เกี้ยเซี้ย” เกรงว่าจะมีการ “ฮั้ว”
แต่หากเกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น โดยขัดต่อสายตาประชาชน สิ่งที่จะตามมาคือการแบ่งแยกระหว่าง “ประชาชน” กับ “สภาผู้แทนราษฎร” ทันที
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้แบ่งแยกระหว่าง “ประชาชน” กับ “วุฒิสภา” และตามมาด้วยการแบ่งแยกระหว่าง “ประชาชน” กับ “รัฐบาล” มาแล้ว
การแบ่งแยกดังกล่าวเป็นการทำลายเป้าหมายของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องการให้อำนาจอยู่ที่ประชาชน
แต่เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ การเมืองจะเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ
ต่อรองเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ต่อรองเพื่อประโยชน์ของพรรคตัวเอง
แล้วปล่อยให้ประชาชนอยู่เบื้องหลังจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง จึงค่อยคืนกลับไปงอนง้อประชาชน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

