วราวุธ ไม่นิ่งนอนใจ ดาราขี่เจ็ทสกีกวนพะยูน เกาะลิบง สั่งจากนี้ ให้อุดหนุนเรือท้องถิ่น

รมว.ทส. เผย กรมอุทยานฯทะเล รายงาน เจ็ทสกีดารา รบกวนพะยูน ที่เกาะลิบงแล้ว มอบ นโยบาย อุดหนุน เรือชาวบ้านพาเที่ยว-หวงแหน-สร้างรายได้

วันนี้ (14 ก.พ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้โพสต์เรื่อง ดาราขับเจ็ทสกี รบกวนพะยูน ในเขตอุทยานดุหยง เกาะลิบง ซึ่งถือเป็นมรดกอาเซียน ว่า ตนได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว ทางนายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง รายงานให้ทราบว่า

ตามที่มีผู้ร้องไปทางสื่อ ประเด็นมีกลุ่มบุคคลได้นำเรือเจ็ทสกีเข้ามาขับในเขตฯ ลิบงบริเวณ (อ่าวทุ่งจีน) และอาจทำให้เกิดอันตรายจากการชนจากเรือต่อพะยูนและสัตว์ทะเลอื่นๆได้นั้น

1.กลุ่มบุคคลดังกล่าวคือ คณะของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีทีมงานจำนวน 6 คน เข้าไปใช้สถานที่เขตฯลิบง เพื่อถ่ายทำรายการโดยใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) โดยได้มีหนังสือขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ในเขตฯลิบง จ.ตรัง ไปยังสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าแล้วและทางสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าได้มีหนังสือสำนักฯที่ ทส 0909.105/ 739 ลงวันที่ 6 ก.พ.2563 อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวเข้าไปใช้สถาน ที่โดยให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. สงวนฯ พ.ศ.2562

2. เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2563 จนท.ได้ไปพบคณะดังกล่าวพร้อมกับกำชับให้คณะดังกล่าวปฏิบัติภายใต้ระเบียบและกฎหมายตลอดจนแนวปฏิบัติตามกติกาชุมชน โดยเฉพาะบริเวณอ่าวทุ่งจีนที่เป็นที่อาศัยของพะยูนซึ่งต้องชะลอความเร็วของยานยนต์ต่างๆ ทางคณะผู้ถ่ายทำก็ได้ปฏิบัติตามระเบียบ คือชะลอความเร็วยานยนต์ และนำเจ็ทสกี ไปผูกกับทุ่นจอดเรือ จากนั้นก็ได้นำโดรนขึ้นบินบันทึกภาพ และเดินทางกลับที่พักที่เกาะลิบง

3 .วันที่ 14 ก.พ.2563 คณะดังกล่าวได้ทำการถ่ายทำเรื่อง กะปิ บริเวณ ร้านค้าบนเกาะลิบง ก่อนที่จะเดินทางโดยรถยนต์จากหมู่บ้านบนเกาะลิบง มายังท่าเรือบ้านพร้าว และคณะได้ขับเจ็ทสกีออกจากเกาะลิบงเพื่อเดินทางไปยังเกาะเหลาเหลียง ซึ่งอยู่นอกเขตฯลิบง การถ่ายทำภาพยนตร์ที่เกาะลิบง จึงจบลง

4. สำหรับประเด็นตามรูป จะเห็นว่าเจ็ทสีมีความเร็วนั้น ได้ตรวจสอบแล้วทราบว่าเส้นทางที่เจ็ทสกีมีความเร็ว เป็นเส้นทางที่อยู่ห่างจากบริเวณที่พะยูนอาศัยหากินพอสมควร จึงไม่ก่อให้เกิดการชนของยานยนต์ต่อพะยูน  อีกทั้งได้ตรวจยานยนต์แล้วพบว่า เป็นยานยนต์ที่ไม่มีใบพัด การขับเคลื่อนโดยใช้แรงดันจากน้ำ เมื่อควบคุมความเร็วในบริเวณที่กำหนดไว้ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลและอื่นๆ

รมว.ทส. กล่าวว่า จากการที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว บางครั้งวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่กับวิจารณญาณของคนที่พบเห็น อาจจะแตกต่างกันไป บางครั้งเจ้าหน้าที่คิดว่า ปลอดภัยแล้ว แต่ผู้ที่พบเห็นบอกว่ายังไม่ปลอดภัย ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก ผมได้ให้นโยบายกับอธิบดีไปว่า ต่อจากนี้ ถ้ามีใครจะมาขออนุญาตทำกิจกรรมในแนวเช่นนี้อีกในเขตอุทยาน จะอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่า ต้องใช้ยานพาหนะ หรือเรือของชาวบ้าน ชาวประมง หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ ท้องถิ่น เท่านั้น ด้วยเหตุผลว่า

1. เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน ให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินเข้ามาในลักษณะของนักท่องเที่ยว

2.เมื่อใช้คนในพื้นที่เป็นผู้นำทาง ด้วยความชำนาญแล้ว

“ที่สำคัญที่สุดคือเขาจะมีความหวงแหนทรัพยากรที่ท้องถิ่นมีอยู่ เช่น พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวถ้ำ แล้วถ้านักท่องเที่ยวจะไปขีดเขียนอะไร เขาจะมีความรู้สึกว่า นี่คือสมบัติของท้องถิ่นของเขา และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนพื้นที่ทุกคน เขาก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไร เป็นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ทั้งทางบกและทางน้ำ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ไปในตัว ผมมอบแนวทางดังกล่าวให้กับอธิบดีไปแล้วว่าต่อไปนี้ทุกกรณีต้องใช้ยานพาหนะของคนในท้องถิ่น”

บทความก่อนหน้านี้ก.อุตแจกหน้ากากอนามัย-เจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้ปชช. ดูแลกำลังผลิตเต็มที่
บทความถัดไปแห่รับแจกน้ำตาลทรายฟรี 2 พันถุง เสริมสิริมงคล วัดหวังเป็นกุศโลบายการครองรัก