ความน่าสนใจของแคมเปญคัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ มิได้อยู่ที่ การเคลื่อนไหวผ่าน www.change.org
หากแต่อยู่ที่ “รายชื่อ” ที่ปรากฏ ซึ่งหลากหลายอย่างยิ่ง
หากแต่อยู่ที่แม้จะมีการริเริ่มโดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ด้วยตัวบุคคลจำนวนร้อย แต่ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ยังไม่ทันข้ามวันด้วยซ้ำจำนวนก็ทะยานไปถึงหลักหมื่น
สะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในสังคมไทยต่อมาตรการยุบพรรคการเมืองว่าดำเนินไปอย่างไร
รู้สึกว่าจะเป็น “คุณ” หรือว่าจะเป็น “โทษ”
ความรู้สึกนี้อาจไม่สามารถสั่นคลอนวิจารณญาณของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญได้ในทางเป็นจริง
แต่ก็เท่ากับเป็นการส่ง”สัญญาณ”ทางการเมืองอย่างแหลมคม
การปรากฏรายชื่อปัญญาชนสาธารณะอย่าง นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ หรือแม้กระทั่ง นายโค ทม อารียา มิได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย
ที่นอกเหนือความคาดหมายกลับเป็น นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล กลับเป็น นายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
เช่นเดียวกับ นายบรรยง พงษ์พานิช เช่นเดียวกับ นายดวงฤทธิ์ บุนนาค เช่นเดียวกับ นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เช่นเดียวกับ นางทิชา ณ นคร เช่นเดียวกับ นายปรีดา เตียสุวรรณ์
ยิ่งกว่านั้น ยังมีความเห็นอันเป็นความต่อเนื่องจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และความเห็นต่อเนื่องจาก นายเทพไท เสนพงศ์
สะท้อนให้รับรู้ว่า ปัญญาชนสาธารณะและนักการเมืองผู้รักประ ชาธิปไตยมีบทสรุปอย่างไรต่อมาตรการยุบพรรคอนาคตใหม่
สังคมมีตัวอย่าง อย่างเด่นชัดมาแล้วจากกรณียุบพรรคไทยรักไทย จากกรณียุบพรรคพลังประชาชน
เด่นชัดว่าเป็นเรื่องทางการเมือง เป็นการทำลายทางการเมือง
การยุบพรรคไทยรักไทย การยุบพรรคพลังประชาชน เป็นผลและความต่อเนื่องจากรัฐประหาร
เป็นมาตรการของขบวนการรัฐประหารต้องการกำจัดศัตรู
มาตรการยุบพรรคอนาคตใหม่ก็แสดงความต่อเนื่องจากรัฐประหารปี ๒๕๔๙ และรัฐประหารปี ๒๕๕๗
เป็นมาตรการกำจัดและบดขยี้ปรปักษ์ในทางการเมือง
เป็นมาตรการ “ปราบปราม” มิได้เป็นมาตรการ “การต่อสู้”ในทางความคิดและในทางการเมือง


