เมื่อเวลา 15.30 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ จัดกิจกรรม “รณรงค์เป็นสิทธิ ไม่ผิดกฎหมาย” มีนักวิชาการด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ประวัติศาสตร์ และนักเขียน ร่วมกล่าวปราศรัย เช่น นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ, น.ส.พวงทอง ภวัครพันธุ์, นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด, น.ส.สาวตรี สุขศรี, สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด , นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี, นายวชิระ บัวสนธ์ เป็นต้น พิธีกรได้แก่ นายเจนวิทย์ เชื้อสาวัตถี และน.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ หรือ การ์ตูน โดยก่อนเริ่มงานได้มีการ แจกเอกสารเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว 7 นักศึกษาผู้ถูกจับกุมคุมขังจากการรณรงค์เรื่องการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ และประกาศว่ารณรงค์เป็นสิทธิ ไม่ผิดกฎหมาย

ชาญวิทย์ ร้องทำประชามติใน “วิถีอารยะ” เลิกพายเรือในอ่าง
นาย ชาญวิทย์ กล่าวในระหว่างปราศรัยว่า สาเหตุที่มารวมตัวครั้งนี้ เนื่องจากต้องการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 7 คนที่ถูกจับกุมอยู่ รวมทั้งต้องการแสดงพลังและเรียกร้องว่าการรณรงค์เรื่องการทำประชามติที่จะ เกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ทั้งให้โหวตเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และไม่ออกเสียงเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย และในฐานะครูสอนประวัติศาสตร์ มองว่าสยามมีวิกฤตรัฐธรรมนูญมานานกว่า 132 ปี ประเทศชาติพายเรือในอ่างซ้ำซาก สังคมใดที่จับคนหนุ่มสาวเข้าคุก สังคมนั้นไม่มีอนาคต
“คงไม่มีใครรู้ว่าผลประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 จะออกมาเป็นเช่นไร แต่การจับคนหนุ่มสาวเข้าคุกเป็นสิ่งที่ผิดอย่างแน่นอน ผมขอเรียกร้องให้ปลดปล่อยเยาวชนคนหนุ่มสาวทั้ง7 คน รวมทั้งคนอื่นๆที่ถูกคุมขังมาก่อนหน้านี้ และในวันข้างหน้า ขอเรียกร้องให้มีการทำประชามติที่วิถีทางที่เป็นอารยะ ประชาธิปไตยและสันติประชาธรรม ขอให้มองเห็นความเท่าเทียมของมนุษย์ เลิกพายเรือในอ่าง ต้องออกจากกะลา ความมืดบอด อคติ ความเห็นแก่ตัว” นายชาญวิทย์กล่าว

“พวงทอง” ย้ำเป็นสิทธิพื้นฐาน ชี้ “ถอยหลัง” กว่า 2 ปีที่แล้ว
นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่พยายามรณรงค์อยู่นี้ เป็นสิ่งที่ถอยหลังไปกว่า 2 ปีที่แล้ว ซึ่งยุคนั้นยังมีโอกาสรณรงค์ได้ แต่ในวันนี้กลับต้องมารณรรงค์แค่สิทธิ์ที่จะวิพากษ์รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นสิ่งพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ประเทศอื่นไม่พูดเรื่องนี้กันแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่พ้นไปแล้ว เป็นวิชาการเมืองพื้นฐาน ขอย้ำว่า ไม่ใช่มีแค่สิทธิรณรงค์ แต่มีสิทธิที่จะรณรงค์ที่จะไป “โหวตโน” ด้วย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะทุกคนมีสิทธิอธิบายจุดยืนของตนเอง
“นี่คือความล้าหลัง ถดถอย หากประชาชนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นตัวเองได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่กี่วันก่อนมีนักวิชาการท่านหนึ่งที่ไปสอนหนังสือนักศึกษากลุ่มที่มีสิทธิลงคะแนนครั้งแรกในชีวิต ปรากฏว่า 90 เปอร์เซนต์ ไม่รู้เรื่อง แล้วยังมีคนถามว่า จะไปเลือกตั้งอะไรกันหรือ จึงอยากฝากคำถามไปถึงผู้มีอำนาจว่า ท่านหากินอยู่บนความไม่รู้ของประชาชนใช่หรือไม่”
“เดชรัตน์” แจง รณรงค์ช่วยเข้าใจรัฐธรรมนูญ
นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด กล่าวว่า การรณรงค์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการอ่านร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ เมื่อรณรงค์จะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจได้ ตนขอเป็นกำลังใจให้นักศึกษา
“สาวิตรี” แจงยิบข้อกฎหมาย บอก ถ้าได้แค่ “ประชามติแบบไทยๆ” คงไร้แสงสว่างปลายอุโมงค์
ในฉบับล่าสุด มาตรา 61 วรรค 2 ที่นศทั้ง 7 ถูกตั้งข้อหา ยังมีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนในเนื้อหา อาจมีปัญหาเรื่องการตีความ เช่น คำว่ากร้าวร้าว หยาบคาย รุนแรง และข่มขู่
“เรารณรงค์แบบนั้นไม่ได้ก็ต่อเมื่อข้อความที่เรารณรงค์มันบิดเบือน ผิดไปจากข้อเท็จจริง เช่น ร่างกฎหมายเขียนไว้แบบหนึ่ง แต่เราเปลี่ยน อันนี้ผิด แต่ถ้าเราตีความตามความเข้าใจแล้วเสนอความคิด แบบนี้ไม่ผิด เพราะฉะนั้นทำไมนศ.ตีความร่างรัฐธรรมนูญจึงมีความผิด” นางสาวสาวิตรีกล่าว และยังเปรียบเทียบประชามติระหว่างไทยกับอังกฤษ โดยระบุว่ามีสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ การใช้คำว่า “ประชามติ” นอกนั้นไม่มีอะไรเหมือนกัน
“ความแตกต่างระหว่างประชามติของไทยและประชามติของสหราชอาณาจักรว่าจะออกจากสหภาพยุโรป(อียู) มีอยู่ 3 ข้อคือ 1.ประชามติของอังกฤษมีกฎหมายควบคุมกระบวนการการลงประชามติที่โปร่งใส และมีคุณภาพ 2.มีคณะกรรมการควบคุมการลงประชามติเพื่อดูและประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนน สามารถมาลงประชามติได้ตามกฎหมาย 3.นายกรัฐมนตรีของอังกฤษไม่เคยบอกประชาชนให้รับหรือไม่รับ ถ้าประเทศเรายังคงมีได้แค่ประชามติแบบไทยๆ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนยังถูกริดรอนอยู่ตลอดเวลา ประเทศนี้ก็คงไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง”
พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งว่ามีผู้เข้าร่วมรับฟังการปราศัยประมาณ 500 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูแลสถานการณ์มีจำนวนประมาณ 200 นาย โดยดูแลสถานการณ์แต่เพียงด้านนอกเท่านั้น ทั้งนี้ โดยรวมแล้วสถานการณ์ถือว่าเป็นไปอย่างเรียบร้อย แกนนำให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ในช่วงค่ำหลังจบการปราศรับ มีการปล่อยลูกโป่งและตะโกนว่า “free ballon free student”

“บก.ลายจุด” ยก 7 นศ.ในเรือนจำเหมือน “เปลวเทียน” จุดเริ่มต้นของแสงสว่าง
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด กล่าวว่า การแจกใบปลิวมีทั่วไปในสังคม แต่ทำไมนักศึกษาแจกแล้วติดคุก ตนขอย้อนถามว่า กลัวแผ่นพับ ลูกโป่งขนาดนี้เลยหรือ
“วันนี้โรม (รังสิมันต์ โรม) บอกผมว่า พวกเราอย่าทำอะไรให้ติดคุก แต่เย็นวันนั้นโดนจับเสียเอง ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมการณรงค์มันต้องโดนจับ 7 คนในเรือนจำเขาเหมือนเปลวเทียนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของแสงสว่าง” นายสมบัติกล่าว




