เช็กทางลม‘ศึกซักฟอก’ เปิดแผลใหม่หรือขยี้ปมเก่า

21.02.20 | 13:45 น.

หมายเหตุ เป็นความเห็นของนักวิชาการรัฐศาสตร์ประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้น จากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ 5 รัฐมนตรี ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้

สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

เท่าที่ติดตามข้อมูลของพรรคฝ่ายค้านที่บอกว่า อุบข้อมูลการอภิปรายไว้เป็นทีเด็ด แต่เมื่อตรวจสอบจากสื่อก็พบว่าเป็นเรื่องเก่าแทบทั้งนั้น เช่น การซื้อขายที่ดินให้ทุนขนาดใหญ่ของนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวโยงกับบรรดาเครือญาติ ยังเชื่อว่ายังนำข้อมูลมาใช้อภิปรายในสภาได้

สำหรับประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลออกมาประสานเสียงบอกว่า เรื่องเก่าในรัฐบาลก่อนหลังการทำรัฐประหารไม่ควรเอามาอภิปรายนั้น หากเทียบกับในอดีตยุคที่พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไปขุดเอกสารเรื่องสัญชาติตั้งแต่ก่อนนายบรรหาร ว่า เกิดในหรือนอกประเทศ ส่วนตัวมองว่าการพูดถึงอดีตของผู้นำสามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญคือ จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ความไม่ไว้วางใจได้หรือไม่ อย่างไร

ผู้ที่ออกมาบอกว่าไม่ควรพูดเรื่องเก่าก็จะเป็นบรรดาองครักษ์ แต่นายกฯยืนยันว่าพูดได้ทุกเรื่อง เพราะมั่นใจว่าบริสุทธิ์ ไม่ได้วิตกอะไร หากมีการพูดถึงการจัดซื้ออาวุธ โดยเฉพาะการซื้อจีที 200 หรือไม้ชี้ป่าช้า ใช้งบมหาศาลแต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง ฝ่ายค้านควรชี้ให้เห็นว่า ใครจะออกมารับผิดชอบบ้าง เชื่อว่าประชาชนต้องการทราบ ส่วนการบริหารงานที่ล้มเหลว ข้อมูลก็จะถูกย้อนไปถึงยุค คสช.ที่ถูกมองว่า สืบทอดอำนาจมาถึงปัจจุบัน ต้องอธิบายเพื่อทำให้ประชาชนเห็นภาพที่ชัดเจน

Advertisement

ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ตัวเลขที่รัฐบาลสรุปไว้ก็ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลว ทั้งการถดถอยของตัวเลขจีดีพี และปัญหาปากท้องของประชาชนก็เป็นเหมือนคำสารภาพว่าล้มเหลว แต่อยู่ที่รัฐบาลจะชี้แจงได้ดีแค่ไหนว่า เรื่องนี้เป็นปัญหามาจากสถานการณ์ในภาพรวมระดับโลก ซึ่งอาจจะบอกว่ามีแนวร่วมในหลายประเทศที่ประสบปัญหาคล้ายกัน

การอภิปรายครั้งนี้ก็คงจะได้เห็นบรรดางูเห่าอย่างไม่เกินความคาดหมาย เพราะมีคนเคยพูดว่า การเมืองยุคนี้ถูกออกแบบมาเพื่อพวกเรา การมีงูเห่าช่วยยกมือสนับสนุนไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่อยากเห็นการทำงานของฝ่ายค้านด้วยการใช้ข้อมูลการอภิปรายที่เป็นมิติใหม่ เสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้ หลังว่างเว้นการอภิปรายมานาน 6 ปี ไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะมีปลายทางไปถึงจุดนี้หรือไม่ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลตัวเลขมาอธิบาย โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์

สำหรับการทำหน้าที่ของดาวสภาหน้าใหม่ของพรรคเพื่อไทย ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ควรประมาท หากดูจากการทำหน้าที่ที่ผ่านมา แม้ว่าเป็นแถวสอง แต่ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร ขณะที่พรรคอนาคตใหม่เริ่มใช้วิธีการโหมโรงผ่านสังคมโซเชียลที่เคยประสบผลสำเร็จจากการทำงานการเมืองในอดีต โดยมีเป้าหมายไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่

การใช้เวลาอภิปราย 4 วัน จะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ดังนั้น ส.ส.อย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย อย่าเตะตัดขา ใช้แทคติคเดิมด้วยการประท้วงโดยไม่จำเป็น ขอให้มีน้ำใจนักกีฬา ขณะที่บรรยากาศหลังการอภิปรายการออกไปทำงานการเมืองนอกสภา หรือการเมืองบนถนน อาจจะไม่คึกคัก เพราะโดนคุมด้วยกฎกติกามากมาย และเชื่อว่าสถานการณ์ยังไม่สุกงอม

แต่หลังอภิปรายอาจมีการทำโพลเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชน ขอให้สำนักโพลทำงานแบบมืออาชีพ เพราะที่ผ่านมาคนในสังคมก็รู้เท่ากันว่าบางโพลไม่ควรเชื่อถือเต็มร้อย

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

ไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านบอกว่ามีทีเด็ด มีจริงหรือไม่ อาจจะพูดเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือสร้างกระแส ขณะที่ผู้ประสานงานพรรครัฐบาลก็บอกว่าคะแนนของ ส.ส.ที่จะยกมือหนุนมีครบแน่ แต่ผมไม่มั่นใจว่าวิปรัฐบาลประสานได้ครบทุกพรรคหรือไม่ รัฐมนตรี 6 คนที่ถูกอภิปรายจะได้คะแนนเท่ากัน มีใครกล้าออกมายืนยันหรือไม่ เพื่อความเป็นปึกแผ่นในการทำงานร่วมกัน

ส่วนการอภิปรายที่พุ่งเป้าหมายไปที่นายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านอาจจะถูกพูดถึงในวันสุดท้าย เพราะรู้ดีว่าจะมีคนยกมือประท้วงตัดจังหวะการพูด ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับข้อมูลความล้มเหลวในการบริหารงาน ปัญหาการทุจริต และการวางยุทธศาสตร์ หากมีข้อมูลที่เชื่อว่าเป็นทีเด็ดจริง ข้อมูลทั้งหลายจะถูกนำไปขยายผลให้รับรู้เป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วในสังคมโซเชียลบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

ส่วนตัวเชื่อว่านายกฯจะถูกพูดถึงการทำงานในอดีต เพราะทำให้ประเทศชาติเสียหายจากการทำรัฐประหาร แล้วไม่ได้สร้างคุณงามความดีให้เป็นที่ประจักษ์ ฝ่ายค้านควรชี้ว่าล้มเหลวอย่างไร คนในประเทศเสียโอกาสหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการการนำเสนอเพื่อทำให้เชื่อว่า รากเหง้าของการรัฐประหารเป็นต้นตอปัญหาที่แท้จริง และเชื่อว่าการจัดซื้ออาวุธจะต้องพูดถึง ถ้าซื้อจากประเทศไหนที่มีค่าคอมมิสชั่นถูกกฎหมาย เปิดเผยได้หรือไม่ ใครเป็นคนรับค่าคอมฯไปแอบอยู่ที่ไหน เพราะการซื้อแบบจีทูจี ต้องเข้าใจว่าบริษัทเอกชนเป็นผู้ขายแทนรัฐบาลในประเทศนั้น

สำหรับการเจาะข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เชื่อว่าจะมีการแฉการใช้งบตั้งแต่ยุค คสช.ถึงปัจจุบัน มีการใช้งบไปเท่าไร มีผลงานอะไรที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้จริง เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) แต่ใช้งบผ่านระบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาค แต่อย่าลืมว่าผลจากการสืบทอดอำนาจ ทำให้มีการวางตัวข้าราชการระดับสูงทุกระดับเอาไว้อย่างเข้มแข็ง ส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้นน่าสนใจว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านได้มาจะเปิดโปงได้ตรงจุดแค่ไหน

การอภิปรายครั้งนี้เชื่อว่ามีการจ่ายค่ากล้วยไปแล้วล่วงหน้า แต่เมื่อถึงเวลายกมืออาจมีความจำเป็นจะต้องเพิ่มคะแนนเสียงให้หนาแน่น โดยเฉพาะกลุ่ม 3 ป.ก็อาจจะทำให้จ่ายค่ากล้วยมากขึ้นให้กับงูเห่าจากบางพรรคการเมือง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยไม่มีรัฐมนตรีโดนอภิปราย แต่ใจดีไปร่วมตั้งวอร์รูมช่วยเหลือ เพราะลึกๆ ต้องการอยู่ในอำนาจให้ยาวนาน เนื่องจากผลประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่พอกับการลงทุนจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ดังนั้นอาจมียุทธศาสตร์ให้กลุ่มที่เชียร์รัฐบาลเห็นว่าได้เข้าไปช่วยเหลือ แต่ขอเตือนว่าพรรคภูมิใจไทย หากออกหน้ามากเกินอาจโดนแฉในบางเรื่องที่มีผลมาจากการทำโครงการขนาดใหญ่

ที่สำคัญทั้ง 2 พรรคร่วมรัฐบาลต้องติดตามข้อมูลการอภิปราย หากข้อมูลฝ่ายค้านเจาะตรงเป้า ข้อมูลแน่น สังคมเชื่อถือ สื่อยอมรับก็อาจจะมีผลให้การยกมือมีคะแนนที่ต่างกันของรัฐมนตรีแต่ละคน หาก 2 พรรคยังหลับหูหลับตาเชียร์ส่งเดช หรือสนับสนุนคนไม่ดี ก็จะมีผลกระทบถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เรื่องนี้เชื่อว่า 2 พรรคต้องคิดให้รอบคอบ และวิเคราะห์ให้ชัดเจน เพื่อกำหนดอนาคตของพรรคตัวเอง

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในส่วนแรกของการเตรียมอภิปรายศึกซักฟอกจะเห็นได้ว่าฝ่ายค้านค่อนข้างมีกลยุทธ์ในการเลือกคนอภิปราย กล่าวคือ 1.ฝ่ายค้านเลือกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคพลังประชารัฐทั้งหมด ยกเว้นนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีพรรคการเมืองคอยหนุน ทำให้ในการรับมือศึกอภิปรายคราวนี้ต้องมีการเตรียมตัวที่มากขึ้น

2.ในการอภิปราย แม้จะมีความเห็นว่าจะเอาเรื่องอะไรมาอภิปราย เพราะการทำงานยังไม่เกิดขึ้นมาก อีกทั้งงบประมาณยังไม่ได้ใช้ แต่ฝ่ายค้านก็ยืนยันว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นการเอาเรื่องของรัฐบาลที่ไม่ได้อยู่แค่ 8 เดือน หรือ 1 ปี แต่อยู่มาแล้ว 5 ปีมาพูด ดังนั้นจึงมี 2 มุมให้มอง คือ จะมีข้อมูลอะไรใหม่ๆ นอกเหนือจากรับรู้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ อีกมุมหนึ่ง ถ้ามีเรื่องใหม่ที่ทำให้รู้สึกได้ว่ามีหลักฐาน มีน้ำหนักเพียงพอ จะทำให้การอภิปรายครั้งนี้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐมนตรีเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือมากขึ้น เนื่องจากไม่รู้ว่าจะมีเรื่องเหนือความคาดหมายหรือไม่

เชื่อว่าครั้งนี้คงจะมีคนติดตามฟังการอภิปรายจำนวนมากเยอะ หากฝ่ายค้านไม่สามารถทำการอภิปรายครั้งนี้ให้น่าสนใจไปมากกว่าการเอาเรื่องเดิมมาพูดแทนที่จะทำให้ฝ่ายค้านได้คะแนน และฝ่ายรัฐบาลสูญเสียการสนับสนุนจากประชาชน ก็จะกลับกลายเป็นตรงกันข้ามว่า ฝ่ายค้านไม่สามารถทำอะไรกับรัฐบาลได้ ไม่มีอะไรใหม่ กลายเป็นว่าฝ่ายค้านไม่มีน้ำยาไปได้

ส่วนการอภิปรายครั้งนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ โดยเกณฑ์ปกติแล้ว “ยาก” เพราะเสียงที่สนับสนุนรัฐบาลมีมากกว่าฝ่ายค้าน แต่ก็เคยมีในประวัติศาสตร์ เมื่อฝ่ายค้านอภิปรายจนพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรครู้สึกว่า ไม่สามารถสนับสนุนต่อได้ ก็อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากขั้วรัฐบาลได้เช่นเดียวกัน

ที่มากไปกว่านั้น ส่วนตัวยังมองว่าการเลือกที่จะอภิปรายแค่พรรคเดียว ทำให้ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐต้องออกแรงในการดึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย ให้สนับสนุนตนเองมากขึ้น ทำให้เกิดแรงต่อรอง กลยุทธ์การอภิปรายพรรคเดียว ทำให้พรรคอื่นมีแรงต่อรองได้ ซึ่งจะต้องทำงานหนักขึ้นสำหรับฝ่ายรัฐบาล

ผศ.ดร.พิชิต รัชตพิบุลภพ
ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์

แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในสัปดาห์หน้าแล้วก็ตาม แต่กระแสในเรื่องนี้กลับเงียบมากบนพื้นที่ข่าวหน้า 1 ของสื่อต่างๆ ข้อมูลหรือประเด็นที่เป็นข้อบกพร่องของรัฐบาลที่จะกระตุ้นความสนใจของประชาชน ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาสู่สาธารณะมากนัก ยากที่จะสรุปได้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้จะดุเดือดเพียงใด แต่เชื่อว่ายากจะสั่นคลอนสถานะของรัฐบาลอย่างแน่นอน การอภิปรายครั้งนี้จึงเปรียบเป็นเพียงเวทีที่รัฐบาลยินยอมปล่อยให้มีช่องระบายความกดดันของสังคมออกมาได้บ้าง

ส่วนจะทำให้กระแสความนิยมรัฐบาลตกต่ำลงไปกว่านี้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาสภาวะทางอารมณ์และการตอบคำถามของนายกฯมากกว่า

สิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องทำภายหลังการอภิปรายในครั้งนี้คือ การขยี้ประเด็นหลักให้เกิดการรับรู้ของประชาชนในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพุ่งเป้าไปที่การบริหารงานของผู้นำรัฐบาลเป็นหลัก เพื่อชี้ให้ประชาชนกลุ่มที่มีความคิดเป็นกลางทางการเมือง ให้เชื่อหรือเห็นคล้อยตามถึง
ความอ่อนด้อย การไร้ความสามารถ การไร้ประสิทธิภาพและความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้

สิ่งที่ประชาชนคาดหวังหรือต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานภายหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีหรือการปรับเปลี่ยนพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อตอบสนองต่อปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศในขณะนี้ คงไม่มีทางเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องการตอบสนองต่อการอภิปรายในครั้งนี้ หรือเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชน

แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากความกดดันของสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเองเป็นหลัก