ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณี “กู้ยืมเงิน” ที่นำไปสู่การ “เชือด” พรรคอนาคตใหม่ และกรรมการบริหาร หนักเต็มพิกัด
ไม่มีการประนีประนอม
ทั้งยุบพรรค
ทั้งตัดสิทธิการเมือง กรรมการบริหารพรรค 10 ปี
แน่นอน ย่อมส่งผลสะเทือนต่อพรรคอนาคตใหม่อย่างสูง
การขาดผู้นำอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ทำให้ความแข็งแกร่ง อ่อนยวบลงอย่างปฏิเสธไม่ได้
กระนั้นการประกาศทำการเมืองนอกสภา ในนาม “คณะอนาคตใหม่”
ก็น่าสนใจ และท้าทายระบอบเก่าอยู่ไม่น้อย
เมื่อหลายคนคิดไปถึง “คณะราษฎร”
เพียงแต่คงต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวอยู่มาก
เพราะจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามตอกย้ำ “แนวคิดอันตราย”
และจับผิดทุกย่างก้าวต่อไป
ด้วยการถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ไม่อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ พรรคการเมืองของ ส.ส.อนาคตใหม่ ในสภาได้
พรรคใหม่มีสิทธิจะถูกร้องยุบพรรคได้ทุกเมื่อ
เพราะจะถูกกล่าวหาจากฝ่ายคู่อริว่า มีบุคคลต้องห้ามคือนายธนาธร และนายปิยบุตร รวมถึงกรรมการบริหารเดิม เข้ามาบงการ
ยิ่งการเคลื่อนไหวของคณะอนาคตใหม่ จำเป็นต้องนำไปสู่ “การเมืองท้องถนน” ยิ่งขึ้น
ยิ่งต้องระมัดระวังอีกหลายเท่า
เพราะไม่รู้ว่าสังคมจะสุกงอมด้วยเพียงใด
ขณะที่ฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม ก็แสดงจุดยืน ที่จะโจมตีให้การเมืองท้องถนน เป็นเรื่องของพวกป่วนชาติ ชังชาติ
จึงทำให้การจะปลุกมวลชนลงสู่ท้องถนน ในตอนนี้ต้องระมัดระวัง
และไม่ง่ายเลย
ที่สำคัญจะต้องได้รับการเกื้อหนุน จากการเมืองในสภา อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
โดยเฉพาะ “ผู้นำ” แถว “ที่สอง” ที่จะมารับภาระตรงนี้ จะต้องมีศักยภาพเพียงพอ
ต้องสร้างภาวะผู้นำ ให้ขึ้นมาทัดเทียมกับนายธนาธร และนายปิยบุตร โดยเร็ว
อย่างน้อยที่สุด พรรคใหม่ ที่มารองรับ ส.ส.ที่ถูกยุบพรรค จะต้องพร้อมและสามารถ “มัดใจ” ส.ส.อย่างน้อย 60 คน เอาไว้ให้ได้
ปัญหาเฉพาะหน้าที่จะต้องรีบดำเนินการ
นั่นก็คือ ระดมขุนพล แถวที่ 2 เข้ามารับหน้าที่ “ขุนทัพ” ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีขึ้นในสัปดาห์นี้ได้อย่างไร้รอยต่อ
และโชว์ประสิทธิภาพการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภายใต้รหัสพินอคคิโออย่างที่ประกาศเอาไว้
ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจชั้นเยี่ยมเท่านั้น จะเป็นสิ่งผูกมัดไม่ให้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่แตกแถวไปไหน
หรือยิ่งทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 5 รัฐมนตรี กลายเป็นเป็ดง่อยได้มากเท่าใด
ก็ยิ่งจะทำให้กลุ่ม ส.ส.อิสระ เข้มแข็ง และมีภูมิคุ้มกัน
มิให้มีการเข้ามาแทรกแซง ใช้ทั้งอำนาจ เงิน หรือแม้กระทั่งการบีบบังคับ ให้ ส.ส.อิสระ กลายเป็น “งูเห่า” เลื้อยไปอยู่ฝั่งฟากรัฐบาล
ซึ่งคาดหมายว่าคงจะมีความพยายามอย่างสูง ที่จะทำให้เกิดสภาพเช่นนั้น
หากแกนนำอนาคตใหม่ ทั้งแถวที่ 1 และแถวที่ 2 “เอาไม่อยู่” จะกลายเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
การเปลี่ยนผ่าน ในอนาคตใหม่นับแต่วินาทีนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
ผู้นำแถวที่ 2 ต้องแข็งแกร่ง มิเช่นนั้น ถูกบดขยี้อย่างหนักแน่
ขณะเดียวกันต้องรีบ ขยายแนวร่วมที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 …ออกไปโดยเร็วและหนักแน่น
ปฏิกิริยาจากปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ชู “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม”
แรงหนุนของนักวิชาการ เอ็นจีโอ คนรุ่นใหม่ ล้วนจำเป็นต้องเอาใจใส่
รวมถึงปฏิกิริยาจากต่างประเทศ ไม่ว่าสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย หรือท่าทีของสหภาพยุโรป
ล้วนเป็นการบ้านให้ คณะอนาคตใหม่และพรรคที่จะตั้งขึ้นใหม่ หาหนทางประสานให้เป็น แนวร่วมที่ 3-4-5-6 ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
นี่คือสิ่งที่ท้าทาย เพื่อต้านกระแสถูกบดขยี้อย่างหนักตอนนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

