สื่อไทยตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกจนได้ในกรณีนำเสนอภาพศพของผู้เสียหายซึ่งเป็นเหยื่อสังหารโหด
บางสื่อลงรูปแบบไม่ปกปิดใดๆ เลย แถมด้วยข้อความท้ายรูปว่า ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต
จึงเป็นปกติที่ผู้คนปกติจะพากันรุมก่นด่าเหมาโหลสื่อทุกองค์กรทุกประเภทว่าช่างชั่วร้ายใจดำอำมหิต
ในฐานะคนทำสื่อ ดิฉันไม่สบายใจกับภาพศพที่เห็นโดยไม่ต้องคิดถึงญาติพี่น้องหรือเพื่อนของผู้เสียหายด้วยซ้ำ เพียงแค่คิดถึงผู้เสียหายซึ่งมิได้ต้องการจากไปในลักษณะดังกล่าว ดิฉันก็ว่าสื่อที่เผยแพร่ภาพศพเช่นนั้น เลือดเย็นไร้ความรู้สึกอย่างไม่น่าเชื่อ
ล่าสุดมีประเด็นใหม่มากกว่าภาพศพ
เวลานี้กำลังมีการรณรงค์ไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะใบหน้าหรือรูปพรรณสันฐานของผู้เสียหายในคดีอาชญากรรมต่อสาธารณะโดยสื่อมวลชนหรือสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยเหตุผลที่ว่าการเผยแพร่เช่นนั้นก่อให้เกิดความสะเทือนขวัญและหดหู่ต่อผู้ได้รับข้อมูล อีกทั้งส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อคนใกล้ชิดของผู้เสียหายทั้งในด้านชื่อเสียงและสภาพจิตใจ
คณะผู้รณรงค์ขอให้รัฐบาลออกกฏหมายและมาตรการลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้เผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายต่อที่สาธารณะ เพราะทำให้ผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายยิ่งประสบภาวะเสียหาย
หลายเสียงกล่าวว่า ทุกรูปและทุกข้อมูลของผู้เสียหาย ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ว่าจะตายหรือเป็น ล้วนทำให้ญาติพี่น้องของผู้เสียหายมีความทุกข์ ล้วนทำให้ผู้เสียหายต้องตกเป็นเหยื่อสังคมซ้ำสอง เป็นขี้ปากสาธารณะซ้ำสอง เป็นเหยื่อถูกทำร้ายซ้ำสอง
สื่อปกติเข้าใจดีถึงการไม่เสนอรูปผู้เสียหายในสภาพถูกกระทำและในสภาพศพไม่ว่าจะถูกสังหารอย่างทารุณหรือไม่ทารุณ
แต่การไม่เสนอแม้รูปยามมีชีวิตของผู้เสียหายเป็นอีกเรื่อง
กล่าวในแง่หลักสิทธิมนุษยชนที่เข้มข้นอย่างในปัจจุบัน เราอาจบอกว่าสื่อไม่สามารถเสนอรูปและเรื่องราวใดๆ ของผู้เสียหาย แม้จะเป็นรูปสวยงามยามมีชีวิตและเป็นเรื่องราวดีๆ ของผู้เสียหาย ตราบที่ผู้เสียหายขณะมีชีวิตหรือญาติพี่น้องของผู้เสียหายมิได้อนุญาต
อันที่จริง แนวคิดนี้ค่อนข้างใหม่ในวงการสื่อ แม้อเมริกาและอีกหลายประเทศตะวันตกซึ่งเป็นต้นตำรับเรื่องหลักจริยธรรมสื่อก็ยังเพิ่งพูดกันจริงจังเมื่อไม่นานมานี่เอง โดยทั่วไป สื่อยังคงถือว่า เพียงไม่นำเสนอรูปหรือเรื่องซ้ำเติมผู้เสียหายในทางลบก็เหมาะสมแล้ว
ตัวอย่างล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมาคือกรณีเด็กชายผู้อพยพชาวซีเรียจมน้ำเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปกรีซ มีทั้งผู้แสดงความเห็นว่าไม่ควรลงรูปใดๆเลยของเด็กชายทั้งยามเป็นและยามตายเพราะเป็นการละเมิดเด็กชายและครอบครัวของเด็กชาย แต่ก็มีเสียงโต้แย้งว่ารูปดังกล่าวโดยเฉพาะรูปศพซึ่งดูเหมือนตุ๊กตาตัวเล็กๆ บนหาดทราย ตีเข้าไปตรงแสกหน้าสังคมให้ตระหนักถึงปัญหาผู้อพยพ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขหรือทำให้ปัญหาทุเลาลง
ส่วนตัวอย่างล่าสุดของปีนี้ คือกรณีกราดยิงบาร์เกย์ในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐเมื่อเดือนมิถุนายนซึ่งมีผู้เสียชีวิต 50 ศพ สื่อไม่เห็นเป็นปัญหาในการนำเสนอภาพหน้าตาปกติของผู้เสียชีวิตและรอดชีวิต แต่ต่อมามีเสียงเรียกร้องให้เซนเซอร์ใบหน้าของผู้เสียหายไม่ว่าจะตายหรืออยู่ เพราะเกรงจะกระทบกับบางครอบครัวและชุมชนที่ครอบครัวนั้นอาศัยอยู่ เนื่องจากครอบครัวและชุมชนนั้น ยังไม่สามารถยอมรับวิถีทางเพศที่แตกต่าง
สำหรับบ้านเรา ก็เช่นกรณีสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 หลายปีก่อนหน้า เมื่อมีการรำลึกเหตุการณ์นี้ มักมีผู้นำรูปชายหนุ่มถูกแขวนคอใต้ต้นมะขามท่ามกลางฝูงชนที่กำลังใช้เก้าอี้ฟาดศพมาแสดงเพื่อยืนยันความทารุณของเรื่องราว แต่ต่อมา มีผู้ยกประเด็นว่าผู้ที่ยังอยู่กำลังทำให้ผู้เสียชีวิตตกเป็นเหยื่อซ้ำซาก ทั้งด้วยภาพศพและภาพปกติ จึงมีการใช้ภาพต่างๆ นั้นน้อยลง กระทั่งปัจจุบันมีผู้เชื่อว่าภาพต่างๆ นั้นไม่ใช่ภาพจริงจากเหตุการณ์จริงเพราะมันโหดเกินไป พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน จึงน่าจะเป็นภาพจากละครหรือหนังมากกว่า
อีกกรณีตัวอย่างคือเหยื่อทางการเมืองที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาติดคุกทางการเมือง ซึ่งเคยมีการกล่าวกันว่า สื่อไม่ควรทำร้ายเหยื่อซ้ำด้วยการเสนอรูปบอกสถานะ “นักโทษ” ของพวกเขา แต่เหยื่อทางการเมืองบางคนกลับปรารถนาให้เผยแพร่รูปเพื่อกระตุ้นความตื่นรู้ในสังคม
ความจริงปลายปิดทางจริยธรรมคือสื่อไม่สมควรเสนอรูปหรือเรื่องราวใดๆ ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นซึ่งมีรายละเอียดเช่นนี้ ยังสมควรต้องสนทนาในวงกว้างขึ้น ด้วยเจตนาและท่าทีเปิดใจรับฟังกันและกัน

