จากกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหานักเรียนนักเลงตีกัน ด้วยการจับขึ้นบัญชีดำพร้อมบรรจุเข้าเป็นทหารเกณฑ์ทันที เมื่ออายุถึงเกณฑ์และไม่ให้ผ่อนผัน ไม่ต้องจับใบดำใบแดง
เมื่อวันที่ 4 ก.ค ที่กระทรวงยุติธรรม นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า แนวคิดเรื่องขึ้นบัญชีเด็กนักเรียนที่ตีกันให้เป็นทหารทันทีหลังจากที่เรียนจบนั้น ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ต้องรอคณะกรรมการผู้พิจารณา ข้อกฎหมายเตรียมนำเข้าที่ประชุมหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร ก่อนนำเสนอ ครม.พิจารณา ทุกข้อหาความผิดมีวิธีการปรับแก้ไขไม่เหมือนกัน มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับปัญหาและมีนักจิตวิทยามาช่วยประเมินจุดอ่อนจุดแข็ง รวมทั้งกระทรวงศึกษาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ร่วมดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกันอยู่
ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องเด็กตีกัน ตนเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ต้องฟังว่าจะทำได้หรือไม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นบทสรุป คนที่เกี่ยวข้องเห็นช่องทางเสนอมาแต่ คนในกลุ่มที่จะรับไปต้องพิจารณาในภาพรวม ว่าสามารถทำได้หรือไม่ ทั้งในแง่กฎหมาย สิทธิมนุษยชนที่มีอยู่ เพราะยังไม่ใช่ข้อสรุป ดังนั้นอย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ก็ดีแล้วที่สังคมออกมาให้ข้อมูลเหมือนกับประชาพิจารณ์ที่จะคุยให้มองเห็นหลายๆด้านเพื่อให้คิดได้รอบคอบมากขึ้น อยากให้สังคมได้มองถึงเจตนาของแต่ละฝ่ายที่เขาต้องการให้แก้ปัญหาจบ เรื่องนี้เป็นปัญหาของสังคมที่เป็น 3 สาเหตุใหญ่ คือ 1.โรงเรียน 2.ผู้ปกครอง และ3.สื่อมวลชน ต้องร่วมมือช่วยกันแก้ไข
“ผมได้เคยพูดว่าให้ใช้คำสั่ง คสช.ที่ 30/2559 เรื่องการป้องกันและแก้ไขการทะเลาะวิวาทของเด็กนักเรียนและนักศึกษาฯ หรือเอาเด็กไปเป็นทหารเกณฑ์นั้น เป็นปลายเหตุของปัญหา เรามีความจำเป็นนำเรื่องนี้มาแก้ไขเป็นปัญหาเร่งด่วนก่อน แต่การแก้ไขระยะยาวต้องอาศัยระยะเวลาทั้งการปรับทัศนคติ เพราะปัญหาสังคมที่อยู่กับครอบครัวเพราะต้องใช้เวลาแม้แต่สื่อมวลชนที่เป็นต้นเหตุหนึ่งเช่นเดียวกันที่เราต้องช่วยกัน กรณีขึ้นบัญชีเด็กนักเรียนตีกันเป็นทหารเกณฑ์นั้น กระทรวงศึกษา กระทรวงพัฒนาสังคมฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม จะต้องมาคุยกัน ส่วนกระทรวงยุติธรรม อาจจะมีหน่วยงานกรมพินิจฯที่เกี่ยวข้องในแง่กฏหมายด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีการคุยกันจริงจังขนาดไหน” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

