เมื่อเวลา 17.35 น. นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นอภิปรายประเด็นเรื่องการซื้อขายสัญญาศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตามที่ นายยุทธพงศ์ ส.ส.เพื่อไทยกล่าว ว่า ตนได้ไปทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งได้ข้อมูลเพิ่มเติมมา โดยมองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทราบความเป็นมาตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งเรื่องการแก้ไขปัญญาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือสมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุน หรือการให้เอกชนร่วมทุกับภาครัฐ ซึ่งมีการบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2556
ทั้งนี้ จากประเด็นดังกล่าวจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดโอกาสให้มีการทบทวนโครงการที่เข้าข่ายในกฏหมายดังกล่าว โดยเปิดช่องไว้ใน มาตรา 43 ของพ.ร.บ.ดังกล่าว ให้สามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแก้ไขปัญหาได้ อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาพื้นที่หมอชิต รวมทั้งโครงการศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ด้วย จากนั้นบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้น ท์ จำกัด ได้ส่งหนังสือถึงกรมธนารักษ์เพื่อปรับแผนการลงทุนโดยข้อเสนอในปี 2556
นายอุตตม กล่าวต่อว่า ต่อมากระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 43 ของพ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐขึ้นมาพิจารณาข้อเสนอของบริษัทดังกล่าว โดยกรมธนารักษ์ได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยและให้คําปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าของโครงการขึ้นเมื่อปี 2556 ซึ่งผลการศึกษายืนยันว่า มูลค่าการลงทุนกว่า 6 พันล้านบาท
ขณะที่ มีผลตอบแทนให้กรมธนารักษ์จํานวนเกือบ 19,000 ล้านบาท จะมีเวลาคุ้มค่าการลงทุนที่ 47 ปี จึงเห็นว่าระยะเวลาการให้เช่า 50 ปีเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม แต่เพื่อให้สอดคล้องกับมูลค่าการลงทุนและผลตอบแทนให้รัฐ ทรัพย์สินทั้งหมดที่เอกชนลงทุนพัฒนานั้น เมื่อครบสัญญา หรือเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาหากมีการกระทําผิดสัญญา จะตกเป็นของรัฐหรือกรมธนารักษ์ทั้งหมด ไม่ได้เป็นของเอกชน
อย่างไรก็ตาม กรณีหนังสือทักท้วงจากอัยการสูงสุดเมื่อปี 2556 นั้น กระทรวงการคลังได้นำร่างสัญญาฉบับสมบูรณ์เสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบเห็นชอบร่างสัญญาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2561 จึงเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในเวลาต่อมา

