เหมือนกับว่า คำประกาศจัดตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ตั้งแต่ระดับจังหวัด ไปถึงระดับ “อำเภอ” เพื่อให้การลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ดำเนินไปด้วยความราบรื่น
จะเป็นปฏิบัติการในลักษณะ “รุก”
รุกไปยังในสิ่งที่อาจจะเป็น “อุปสรรค” หรือ “ขัดขวาง” มิให้การทำประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต และเที่ยงธรรม
แต่หากประเมินจาก “ความเป็นจริง” อันประกอบส่วนขึ้นก่อนหน้านี้
ไม่ว่าจะเป็นการตระเตรียม “รด.จิตอาสา”จำนวนนับแสน ไม่ว่าจะเป็นการออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 13/2559
ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 8/2558 มาใช้
เมื่อประสานเข้ากับการจัดอบรม ครู ก. ครู ข. และครู ค. และการมี พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 เป็นเครื่องมือ
ถามว่ายังไม่เพียงพอหรือ
คำถามอย่างมีลักษณะเฉพาะเจาะจงยิ่งกว่านั้นก็คือ ยังไม่เพียงพอที่จะ “มั่นใจ” ได้อย่างชนิดเต็มร้อยว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง “ผ่าน” ประชามติอย่างแน่นอนอีกละหรือ
จึงต้องมี “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ขึ้น
การบริหารจัดการ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ผ่านครู ก. ผ่านครู ข. และผ่านครู ค. อาจถือได้ว่าอยู่ภายใต้งบประมาณจำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่ง กกต.จะประสานเข้ากับ กรธ.
แต่ถามว่า “รด.จิตอาสา” ใช้งบประมาณจากส่วนไหน
แต่ถามว่า เมื่อ “รด.จิตอาสา” ออกรณรงค์ร่วมกับแต่ละหน่วย “ปฏิบัติการจิตวิทยา” (ปจว.) ของแต่ละกองทัพภาคใช้งบประมาณจากส่วนไหน
พลันที่บังเกิด “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ขึ้น ยิ่งจะกลายเป็น “คำถาม”
เพราะไม่เพียงแต่จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น “ผู้อำนวยการ” ศูนย์ระดับจังหวัด หากยังมีนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ระดับอำเภอ
นี่ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของ “มหาดไทย”
จึงกลายเป็นว่า กว่าจะถึงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม “ร่างรัฐธรรมนูญ” ไม่เพียงแต่ลากเอา กกต.มาทำงานร่วมกับ
กรธ.เท่านั้น
หากแต่ยังมีการหนุนเสริมจาก 1 สนช. และ 1 สปท.
ขณะเดียวกัน เมื่อมีความแข็งขันอย่างยิ่งจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จาก นายวิษณุ เครืองาม และจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั่นหมายถึงการปรากฏขึ้นภายในร่างเงาของ ครม.ผ่านกระทรวงกลาโหม ผ่านกระทรวงมหาดไทย
ยกพยุหโยธาเต็มอัตราศึกเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน “ประชามติ”
หากประเมินจากความจัดเจนการกำหนดแผนกลยุทธ์ในแบบทหาร กระบวนการไปสู่ประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ต้องมากด้วยความมั่นใจ
ความหมายก็คือ ความมั่นใจใน “ชัยชนะ”
ถามว่าชัยชนะในจิตสำนึกของ กรธ. ของ สนช. ของ สปท. และรวมถึง ครม.และ คสช. มีเป้าหมายเดียวกันหรือไม่
ตอบได้เลยว่า เป็น “เอกภาพ”
เอกภาพซึ่งมิได้สัมผัสได้จากปฏิบัติการของ “กกต.” ซึ่งมาจากหอเอนแห่งเมืองปิซ่า หากแต่สัมผัสได้จาก “รด.จิตอาสา” สัมผัสได้จากครู ก. ครู ข. และครู ค.
ล้วนร้องเพลงเดียวกัน ท่วงทำนองเดียวกัน
ภาพของ “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” จึงถูกนำไปวางเรียงเคียงข้างกับ “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” โดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่
ไม่จำเป็นที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง จะออกมาชี้ผ่านการโพสต์ในเฟซบุ๊ก ไม่จำเป็นที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะออกมาทำสุ้มทำเสียงผ่านรายการ “เข้าใจตรงกันนะ”
ทุกคนล้วนมองออก ทุกคนล้วนอ่านทะลุ
ที่มาดหมายว่าจะเป็นปฏิบัติการในเชิง “รุก” อาจมิได้เป็นการรุก ที่มาดหมายว่าเป็น “ฝ่ายกระทำ” อาจกลับกลายเป็นตรงกันข้าม
การยุทธ์ในสนามรบอาจมีความแจ่มชัด ไม่อ้อมค้อม แต่การยุทธ์ในสนาม “การเมือง” มากด้วยความซับซ้อน
ความซับซ้อนยิ่งดำเนินไปในลักษณะ “ย้อนแย้ง” มากเพียงใด ยิ่งทำให้บังเกิดปัจจัยในลักษณะ “ตัวแปร” ปรากฏขึ้นตลอดสองรายทาง
รุกและรับจึงเป็นเอกภาพแห่งด้านตรงกันข้ามที่แปรเปลี่ยนได้

