เมื่อปรากฏการณ์ “จุดเทียน” ได้แพร่กระจายออกไปจากระดับ”มหา วิทยาลัย” เข้าสู่ระดับ “โรงเรียน”
ย่อมสัมผัสได้ในความตื่นตระหนก ตกใจ
เป็นความตื่นตระหนกอันสะท้อนท่าทีระหว่างกระทรวงศึกษาธิ การกับกระทรวงอุดมศึกษาออกมาอย่างเด่นชัด
จึงไม่มีเพียงการเตือนในเรื่องการชุมนุมกับการแพร่ระบาดไวรัส
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ การเตือนอันสะท้อนความแตกต่างระหว่าง ๑ นิสิต นักศึกษา กับ ๑ นักเรียน ซึ่งเป็นความอ่อน ไหวอย่างสูงทางด้านเจตนคติ
ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งของการเคลื่อนไหว คือความเหลื่อม ซ้อนระหว่างกิจกรรม”ใน”และ”นอก”สถาบัน
นี่คือเงื่อนไขที่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา จักต้องเรียนรู้
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ลานปรีดี พนมยงค์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระ จันทร์ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ลานหน้าหอประชุม จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่หน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ บางเขน
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่หน้าหอประชุมธำรงบัวศรี มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสงบที่มหา วิทยาลัยขอนแก่น
ทั้งหมดคือการซ้อม ทั้งหมดคือการตระเตรียมในทางความคิดภายในของแต่ละมหาวิทยาลัย
ยังไม่มีใครตอบได้ว่าก้าวต่อไปของนิสิต นักศึกษาอยู่ที่ไหน
เพียงแต่รับรู้แล้วว่าจากความไม่พอใจกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ ปลายหอกได้พุ่งเข้าใส่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เป้าหมายโดยพื้นฐานในการเคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคอนา คตใหม่ เพื่อก่อให้เกิดภาวะปั่นป่วนของพรรคการเมืองฝ่ายค้านก่อน การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
อาจกล่าวได้ว่าเป้าหมายนี้ประสบความสำเร็จ เป็นชัยชนะอย่าง งดงามของรัฐบาล
เห็นได้จากการย้ายพรรคของบรรดา”งูเห่า”
กระนั้น ที่ตามมาคือความไม่พอใจในกลุ่มนิสิตนักศึกษาอันถือได้ว่าเป็น”นิวโหวตเตอร์”เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๒
นี่คือ “รายจ่าย”ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง
เป็นรายจ่ายที่ถูกกระหน่ำทั้งการอภิปรายทั่วไปในสภา และการอภิปรายทั่วไปนอกสภา

