บทนำมติชน “เปิดกว้างมีส่วนร่วม”

6.07.16 | 10:59 น.

รัฐบาลตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการทำงาน กกต.ในการจัดออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 สิงหาคม ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต และเที่ยงธรรม พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าภารกิจหลัก 3 ประการ ประกอบด้วย การบริหารจัดการ จัดทำแผนเผชิญเหตุ ติดตามสถานการณ์ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ด้านการข่าว เสาะหาข่าวบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ หรือเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อย และแก้ปัญหาการชุมนุม ดำเนินการตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เป้าหมายการจัดตั้งศูนย์คือ ป้องกัน ระงับยับยั้งเหตุอันจะนำไปสู่ความไม่สงบ สนับสนุนการลงคะแนนเสียงให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม อิสระ และเป็นกลาง

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนำเสนอประชาชนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ เนื้อหาตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด มีด้านดีและด้านแตกต่างจากฉบับที่ได้รับการยอมรับ เมื่อนำมาทำประชามติ ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ เรียกร้องรัฐเปิดกว้าง ให้รณรงค์เสรี เปิดพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ทุกแง่มุมเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ นำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความชอบธรรมในผลประชามติ แต่ทว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กฎระเบียบ ประกาศข้อห้ามต่างๆ ตีกรอบการใช้เสรีภาพ ไม่อาจทำได้อย่างเสรี การตั้งศูนย์รักษาความสงบมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การลงคะแนนเสียงบริสุทธิ์ ยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมอยากเห็น แต่ศูนย์ต้องไม่ไปควบคุม ปิดกั้นการแสดงความคิดความเห็น ในพื้นที่แคบๆ ที่ถูกจำกัดโดย พ.ร.บ. กฎ ระเบียบข้อห้ามต่างๆ อยู่แล้ว

ในเวลาที่เหลืออีก 1 เดือนนี้ แม้ไม่มาก แต่ก็เป็นช่วงที่ยังพอทำอะไรได้ รัฐมีกฎหมายและเครื่องมือควบคุมการทำประชามติจำนวนมาก แต่หากผ่อนคลาย ไม่ตีความกฎหมาย บังคับใช้ไปในทางละเมิดสิทธิ เสรีภาพ น่าจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีของการมีส่วนร่วมที่เป็นกระบวนการหัวใจของการทำประชามติ การเปิดศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเองก็ตาม จะต้องเป็นศูนย์ที่ส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมปลุกประชาชนออกมาใช้สิทธิอีกทาง ขณะเดียวกันศูนย์ที่มีแต่ฝ่ายประจำ ผู้ว่าฯ นายอำเภอเป็น ผอ. มีหัวหน้าส่วนราชการร่วมเป็นกรรมการ ควรเปิดกว้างเช่นกัน นักวิชาการเสนอดึงภาคประชาสังคมและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ช่วยเป็นหูเป็นตา นับว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ สอดคล้องหลักการทำประชามติ ที่ต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในทุกขั้นตอนกระบวนการ เพื่อให้มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับ