ไม่ว่าคนที่ติดความเคยชินจากลักษณะ “การจัดตั้ง” ในทางการเมืองแบบพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าคนที่ติดความเคยชินจากลักษณะ “การใช้เงิน” ในทางการเมืองแบบนักเลือกตั้ง
มีบทสรุป “เหมือนกัน” ต่อ “ประชามติ”
นั่นก็คือ ประเมินแล้วสรุปว่า ยากเป็นอย่างยิ่งที่ใครจะสามารถสกัดขัดขวางมิให้ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ต้องสะดุดหยุดลงในขั้นของ “ประชามติ” ได้
เพราะรู้สึกว่า “ประชาชน” ต้องการ “การเลือกตั้ง”
เพราะรู้สึกว่า “กลุ่ม” และ “พรรคการเมือง” เองก็ต้องการการเลือกตั้ง และหวังจะอาศัยกระบวนการในการเลือกตั้งไปพลิกเปลี่ยนสถานการณ์
เหมือนที่เคยทำมาแล้วหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535
เหมือนที่เคยเห็นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หลังการสลายม็อบครั้งใหญ่ในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553
เพราะว่าความเคยชินแบบพรรคคอมมิวนิสต์เน้นหนักในเรื่อง “การจัดตั้ง”
เพราะว่าความเคยชินในแบบ “นักเลือกตั้ง” มองเห็นบทบาทและความหมายของการเลือกตั้งไม่ว่ากฎกติกาจะเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม
จึงโน้มเอียงที่จะเห็นว่า “ประชามติ” น่าจะ “ผ่าน”
ความโน้มเอียงเช่นนี้มิได้เป็นความโน้มเอียงอันไร้รากฐานและความเป็นจริงในทางการเมืองและในทางสังคมรองรับ
1 ต้องยอมรับว่า “คสช.” อยู่ในฐานะยึดกุม “อำนาจ”
ที่สำคัญอำนาจนี้มิได้เป็นอำนาจอย่างธรรมดา หากแต่เป็นอำนาจซึ่งลักษณะ “พิเศษ” ซึ่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็นอย่างสูง
ภายใต้กระบวนการของ “แม่น้ำ 5 สาย”
1 ต้องยอมรับว่าตั้งแต่หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา คสช.ได้จัดการปราบปรามและสยบปรปักษ์ทางการเมืองของตนได้อย่างราบคาบ
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่า นปช.ล้วนไม่มีฤทธิ์เดช
ที่เคลื่อนไหวให้เห็นผ่านการชู 3 นิ้ว ผ่านการกินแซนด์วิช อ่านหนังสือ 1984 หรือปฏิบัติการปล่อยลูกโป่งในขณะนี้ล้วนเป็นพลังของ “คนรุ่นใหม่” ทั้งที่เป็นนักศึกษาและนักวิชาการ
ไม่ปรากฏสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการ” ใน “ภาคประชาชน” ให้เห็น
1 ยิ่งกว่านั้นเมื่อใกล้วันที่ 7 สิงหาคม ไม่เพียงแต่ครู ก. ครู ข. ครู ค.เตรียมพร้อม หากยังมี “รด.จิตอาสา” ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับการคุ้มกันแห่ง “กกล.รส.” และนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ก็ยังได้จัดตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ขึ้นมาพร้อมกับการปิด “พีซทีวี” เป็นเวลา 30 วัน
นี่ยิ่งกว่า “มัดมือชก” นี่ยิ่งกว่า “ปิดประตู” ของฝ่ายเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง
หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่า นปช.ดำรงอยู่อย่างหละหลวมอย่างยิ่งในกระบวนของ “การจัดตั้ง”
แทบมองไม่เห็น “หนทาง” หรือ “ช่องทาง” เลยแม้แต่น้อย
หนทางที่สัมผัสได้จากพรรคเพื่อไทยก็เห็นแต่ “แถลงการณ์” ก็เห็นแต่การรณรงค์ผ่าน “โซเชียลมีเดีย” และออนไลน์
การติดต่อกับ “มวลชน” ถูกสกัดกั้นในทุกวิถีทาง
ยิ่ง นปช.ยิ่งดำเนินไปด้วยความยากลำบาก เพราะไม่เพียงแต่ “ศูนย์ปราบโกง” จะถูกปิดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม การรุกคืบเข้าไปทำให้พีซทีวี “จอดำ” ยิ่งเป็นการจัดการอย่างเฉียบขาด
ช่องทาง “เฟซบุ๊กไลฟ์” จะมีการขานรับหรือไม่ แค่ไหน ยังสงสัย
เพราะว่ามวลชนของ นปช. มวลชนของพรรคเพื่อไทย ก็ล้วนแต่เป็นระดับ “รากหญ้า” แทบจะอยู่นอกวงจรของการสื่อสารสมัยใหม่อย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์
เพราะส่วนใหญ่ล้วนอยู่ใน “ชนบท” ไกลปืนเที่ยง
มาตรการเข้มข้นและเฉียบขาดจาก คสช.และรัฐบาลที่ดำเนินไปในลักษณะ “ปิดล้อม” ต่อฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจึงนำไปสู่ความคิด 2 ความคิดโดยพื้นฐาน
1 เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านฉลุย ผ่านอย่างงดงาม
1 เห็นว่าการต่อต้านโดยไม่ยอมรับต่อร่างรัฐธรรมนูญอาจมี แต่ก็มิอาจขึ้นมาเป็นกระแสหลักได้
หากผลประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมเป็นไปในทางตรงกันข้ามก็ถือว่าเป็น “ปาฏิหาริย์”
คำว่า “ปาฏิหาริย์” ในที่นี้มิได้เป็นปาฏิหาริย์ของประชาชน หากแต่ยังเป็นปาฏิหาริย์ของ นปช.และเพื่อไทยด้วย
เท่ากับเป็นการยืนยันว่ากระแส “โซเชียลมีเดีย” กำลังกลายเป็นกระแสหลักในสังคม เท่ากับเป็นการยืนยันว่าประชาชนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเป็นอย่างมาก
ถึงอย่างไรทั้งหมดนี้ก็ยังเสมอเป็นเพียง “ปาฏิหาริย์” อยู่นั่นเอง

