“บิ๊กตู่” จัดกองทหารเกียรติยศต้อนรับ “ทองลุน สีสุลิด” นายกฯคนใหม่สปป.ลาวเยือนไทยอย่างเป็นทางการอย่างสมเกียรติ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้การต้อนรับนายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาวและนางนาลี สีสุลิด ภริยาในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้จัดพิธีสวนสนามโดยกองทหารเกียรติยศ
จากนั้นเวลา 10.30 น. นายกฯสปป.ลาวได้ลงนามสมุดเยี่ยมและหารือข้อราชการทวิภาคีกับพล.อ.ประยุทธ์ ต่อด้วยการประชุมเต็มคณะระหว่างครม.ทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางอรรชกา สีบุญเรืองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมประชุมที่ตึกไทยคู่ฟ้า
ต่อมาเวลา 12.00 น.พล.อ.ประยุทธ์ และนายทองลุน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ระหว่างพล.อ.ศิริชัยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมสปป.ลาว ซึ่งสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจคือ การกำหนดกรอบความร่วมมือด้านแรงงาน ได้แก่ 1.ความร่วมมือทางวิชาการ 2.การพัฒนาฝีมือแรงงาน 3.การจ้างแรงงาน 4.การคุ้มครองแรงงาน และ 5.การประกันสังคมในระยะต่อไป สองฝ่ายเจรจาการจัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างงาน ให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 เพื่อประโยชน์ในการจ้างแรงงานลาวอย่างถูกกฎหมาย
โดยภายหลังการหารือ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับนายทองลุนและคณะรัฐมนตรีลาว ซึ่งนายกรัฐมนตรีลาวแสดงความรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า ลาวกับไทยมีความใกล้ชิดกันมายาวนาน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศมีความแน่นแฟ้นและลึกซึ้งในทุกมิติและทุกระดับ โดยนายกรัฐมนตรีลาวเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกันในช่วงปัจจุบันอยู่ในระดับที่ดีมากและนับว่ามีความใกล้ชิดกันสูงสุด โดยเชื่อว่า การหารือในวันนี้จะเป็นการปูทางความร่วมมือระหว่างกัน ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือ (JC) ไทย – ลาว ครั้งที่ 21 และการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (JCR) ไทย – ลาว ครั้งที่ 3 ที่ฝ่ายลาวจะเป็นเจ้าภาพ
พล.ต.วีรชนกล่าวว่า ในด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเห็นว่า มีความก้าวหน้าในหลายประเด็นและเห็นพ้องที่จะเปิดช่องทางให้ผู้นำสองประเทศสามารถพูดคุยระหว่างกันโดยตรง เพื่อสร้างความใกล้ชิดและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศ ลดความหวาดระแวงในเรื่องที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน อาทิ เรื่องเขตแดน ซึ่งไทยสนับสนุนให้ใช้กลไกระดับทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ตามแนวชายแดน โดยย้ำว่า ไทยมีนโยบายที่มิให้นำเรื่องเขตแดนมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แต่ให้เป็นเส้นเขตแดนแห่งความร่วมมือ โดยในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ผลการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย – ลาว มีความคืบหน้าและมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งนายกรัฐมนตรี สปป.ลาวเสนอให้เริ่มทำการปักปันเขตแดนในจุดที่สองประเทศตกลงกันได้แล้ว เพื่อช่วยส่งเสริมการไปมาหาสู่ระดับประชาชนให้มากขึ้น
พล.ต.วีรชนกล่าวว่า การหารือเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยศึกษาจุดผ่านแดนที่สองฝ่ายเห็นว่ามีศักยภาพก่อน ตามลำดับความสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อม ความร่วมมือแรงงาน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว กล่าวขอบคุณที่รัฐบาลไทยให้การดูแลแรงงานลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นอย่างดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แรงงานลาว ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสองประเทศ ปัจจุบัน รัฐบาลไทยกำลังเร่งจัดระเบียบแรงงานให้เป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาทำงานของแรงงานจากลาว ทั้งรูปแบบแรงงานรายวัน รายปีและแรงงานตามฤดูกาล ทั้งนี้ เพื่อให้แรงงานดังกล่าว ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ทางการฝ่ายลาวเพิ่มจุดพิสูจน์สัญชาติ เพื่อการป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างด้วย ทั้งนี้ สองฝ่ายยินดีที่วันนี้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นแนวทางการเสริมสร้างประสิทธิภาพในความร่วมมือด้านแรงงานต่อไป โดยเห็นพ้องให้เร่งเจรจาเพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างงานให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
รองโฆษกฯกล่าวว่า ในด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีชื่นชมนโยบาย “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” ของลาว ซึ่งจะช่วยในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ไทย และสนับสนุนความเชื่อมโยงด้านพลังงานกับลาว รวมถึงการลงทุนด้านพลังงานของภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนไทยในลาว ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำ ไทยและลาว ในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เห็นพ้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสองประเทศไปศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำโขง และนำมารายงานแก่รัฐบาลของสองประเทศ เพื่อจะได้นำไปหารือแนวทางการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบกับประเทศที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและลาวถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณพื้นที่ที่สองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยง (land link) ในภูมิภาค โดยเห็นว่า ไทยและลาวควรร่วมมือกันส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ทั้ง hardware และ software connectivity นอกจากนี้ ไทยให้ความสำคัญกับ CLMVT ซึ่งการเดินทางเยือนประเทศต่างๆ เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พบว่า หลายประเทศให้ความสำคัญกับ CLMVT ในฐานะ supply chain ของอาเซียน ไทยจึงเห็นว่ากลุ่มประเทศ CLMVT ควรมีการทำยุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในอนุภูมิภาคนี้ โดยเน้นการสร้างความเชื่อมโยงทั้งทางถนน สะพานและรถไฟ ตลอดจน ทางเดินอากาศ เพื่อเชื่อมสู่ประเทศอื่นๆ ทั้งในอาเซียน และนอกอาเซียน อาทิ จีนและอินเดีย ด้านการท่องเที่ยว ไทยได้ย้ำถึงนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามแดนแบบ Thailand + 1 ในลักษณะ joint tourism package และ 2 countries 1 destination ซึ่งสามารถใช้รูปแบบการพัฒนานี้เป็นแนวทางการพัฒนาพื้นที่ชายแดนอื่นไปพร้อม ๆ กันได้ ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าหมายให้แผนแม่บทดังกล่าวแล้วเสร็จก่อนการประชุม JC ไทย – ลาว ครั้งที่ 21
พล.ต.วีรชนกล่าวต่อว่า ด้านการค้า การลงทุน ทางฝ่ายลาว ได้แสดงความประสงค์ให้ไทยเข้าไปลงทุนในลาวมากขึ้น โดยเฉพาะการทำการเกษตรอินทรีย์ ที่รัฐบาลลาวให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกโดยปราศจากสารพิษ ซึ่งไทยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนและประสานความร่วมมือระหว่างกันอย่างใกล้ชิด ด้านการศึกษา รัฐบาลลาวแสดงความขอบคุณไทยที่ได้มอบทุนการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวชื่นชมโครงการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาว่า เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือที่ช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นประโยชน์ให้แก่ประชาชนลาวอย่างแท้จริง ด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา นายกรัฐมนตรีถือโอกาสนี้ ขอบคุณที่ทางการลาว น้อมนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปปฏิบัติ และช่วยเผยแพร่หลักการดังกล่าวอย่างแพร่หลาย พร้อมยึดมั่นนโยบายการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับลาวต่อไป ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีกับการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของลาว โดยไทยเชื่อมั่นว่า ลาวจะมีบทบาทที่เข้มแข็งในการนำพาสมาชิกอาเซียนไปสู่การเป็นประชาคมอย่างแท้จริง พร้อมย้ำคำเชิญนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เข้าร่วมการประชุมสุดยอด Asia Cooperation Dialogue (ACD) ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9–10 ตุลาคม 2559 ที่กรุงเทพฯ
โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือข้อราชการนายกฯในฐานะตัวแทนรัฐบาลจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแด่นายกรัฐมนตรีสปป.ลาวและภริยาในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก)


