ต่อจิ๊กซอว์ แผน “คสช.” ผ่าตัดพรรค ละลายนักการเมือง จับตาเกม “ซูเปอร์บิ๊กป้อม” ดัน “บิ๊กตู่” ยาวไป

ต่อจิ๊กซอว์ แผน "คสช." ผ่าตัดพรรค ละลายนักการเมือง จับตาเกม "ซูเปอร์บิ๊กป้อม" ดัน "บิ๊กตู่" ยาวไป ยาวไป เสริมกองทัพ รับ "เปลี่ยนผ่าน"

ต่อจิ๊กซอว์ แผน “คสช.” ผ่าตัดพรรค ละลายนักการเมือง จับตาเกม “ซูเปอร์บิ๊กป้อม” ดัน “บิ๊กตู่” ยาวไป ยาวไป เสริมกองทัพ รับ “เปลี่ยนผ่าน”

บอกแล้วว่า จะไม่ยอมให้ “เสียของ” และจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์แห่งการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ล้มเหลว เกิดซ้ำรอยขึ้นอีก

นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แนวทางการสลายพรรคการเมืองใหม่หมด ด้วยการให้จดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ และมีคณะกรรมการ หรือ Super Board ขึ้นมาคุมอีกชั้นหนึ่งนั้น ถูกมองว่าเป็นไม้เด็ดของ คสช. ในอนาคต เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นและมีการออกกฎหมายลูกตามมา

ว่ากันว่า นี่เป็นแนวคิดหนึ่งของ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ที่ย้ำเสมอว่า ตนเองได้เสี่ยงชีวิต รัฐประหารมาแล้ว ก็ไม่อยากให้มันล้มเหลว หรือกลับไปสู่ที่เดิม

บิ๊กตู่ ตอนที่เป็น ผบ.ทบ. มีเวลาในการเตรียมตัวเพื่อการรัฐประหาร ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง หลังยึดอำนาจ จนถึงการเป็นรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี ควบหัวหน้า คสช. ที่มีมาตรา 44 เป็นอาวุธวิเศษ และคิดแผนระยะยาว แบบที่บอกเสมอว่า “ผมคิดไว้หมดแล้ว”

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้ปฏิเสธแนวทางนี้ เช่นที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นคนปูดข่าวออกมา

“เรื่องของผม” พล.อ.ประยุทธ์ ใช้คำคำนี้ ส่งสัญญาณ

“ยืนยันว่าผมใช้อำนาจของผมในทางสุจริต ที่ผมทำได้ เพื่อให้ประเทศชาติปลอดภัย ประชาชนมีความสุข” บิ๊กตู่ เปรย

ท่ามกลางการจับตามองว่า คสช. ซึ่งก็คือทหาร จะผ่าตัดนักการเมืองไทย ได้จริงหรือไม่

อีกทั้งเกิดความหวาดหวั่นว่า ในที่สุดพรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องสูญหายไปหรือไม่ การจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ จะใช้ชื่อพรรคเดิมได้หรือไม่

แต่งานนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง คุณหญิงสุดารัตน์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กับบิ๊กๆ ใน คสช. ถูกจับตามองเขม็ง

เพราะที่ผ่านมา มีข่าวมาตลอดว่า คุณหญิงหน่อย จะเป็นนักการเมืองที่ช่วยทำให้เกิดความปรองดอง และมาผ่าตัดพรรคเพื่อไทยใหม่บ้าง ทหารจะหนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงบ้าง

แต่ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในรัฐบาลและ คสช. นั้น ก็รีบออกตัวว่า ไม่ได้สนิทสนมใดๆ กับคุณหญิงสุดารัตน์

แต่ยอมรับว่า “รู้จักกันมานานแล้ว แต่ไม่ได้ใกล้ชิด” บิ๊กป้อม ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ในวงการเมืองและวงการทหาร ในสายบิ๊กป้อม ต่างรู้ถึงสายสัมพันธ์นี้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะระหว่างคุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ กับ บิ๊กกี่ พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนรัก ซี้ปึ้ก ร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 ของ พล.อ.ประวิตร

เรียกได้ว่า รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเป็นนายทหารยศพันเอก เลยด้วยซ้ำ

แล้วก็ว่ากันว่า นอกจากสายสัมพันธ์กับ นายเสนาะ เทียนทอง เจ้าพ่อวังน้ำเย็น ในฐานะที่ พล.อ.ประวิตร สนิทสนมเพราะเป็นทหารบูรพาพยัคฆ์ที่โตมาในพื้นที่นั้นตลอดแล้ว

สายสัมพันธ์นี้กับคุณหญิงสุดารัตน์ ก็มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเด้ง บิ๊กตุ้ย พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติผู้พี่ จาก ผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส. ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ ทั้งๆ ที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ก็นั่งเป็น ผบ.ทบ. 2 ปีรวดจนเกษียณก็ได้ ในเวลานั้น

จนส่งผลให้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ รุ่นพี่ ตท.5 กับ พล.อ.ประวิตร รุ่นน้อง ตท.6 มีเรื่องค้างคาใจกันมาจนปัจจุบัน

แนวทางนี้ของ คสช. นั้น เป็นที่รับรู้กันในหมู่นักการเมืองที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด คสช. กันมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะการสนับสนุนให้มีการแยกวง ตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นเพื่อไม่ให้มีการผูกขาด เช่นที่พรรคเพื่อไทยทำมาแล้ว

ที่ผ่านมา จึงมีข่าว ทั้งการตั้งพรรคการเมืองใหม่ พรรคทหาร พรรคข้าราชการ ของแกนนำ คสช. บางคน ที่ส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประวิตร ในฐานะพี่ใหญ่ ผู้เปี่ยมบารมีและมีคอนเน็กชั่นกับหลายกลุ่ม

แต่ พล.อ.ประวิตร ก็แสดงอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียวเสมอ เมื่อถูกพาดพิงว่าจะตั้งพรรคการเมืองบ้าง หรือจะเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตบ้าง

“ไม่มี ไม่เคยคิด ผมมาทำงานการเมือง แต่ไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่คิดเล่นการเมือง” บิ๊กป้อม ยัน รวมถึงการไม่ตั้งพรรคการเมือง แม้ว่าจะถูกอ้างชื่อเสมอๆ ก็ตาม

แม้แต่การมีพรรคนอมินีทหาร ที่พรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายของ นายเนวิน ชิดชอบ และเจ้าสัวคิง เพาเวอร์ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ที่ถูกพาดพิงว่าเป็นนายทุนพรรคทหารในอนาคต ก็ตาม

พล.อ.ประวิตร ก็เคยออกมาปฏิเสธข่าวนี้มาแล้ว โดยท่องคาถาแต่เพียงว่า แค่รู้จัก แต่ไม่ได้สนิทสนม และไม่เคยคุยกันเรื่องตั้งพรรคการเมืองใดๆ

แต่กระนั้น ก็ยังมีกระแสข่าวออกมาเสมอๆ ว่า ในที่สุดแล้ว แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่สูตรอำนาจก็จะออกมาเป็นรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ และมีนายกรัฐมนตรีจากคนนอก

ที่มีชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร อยู่เสมอๆ แม้ว่าทั้งคู่จะปฏิเสธก็ตาม

ด้วยวัย 71 ปี และสุขภาพไม่ได้เต็มร้อย ทำให้ พล.อ.ประวิตร ใช้มาเป็นเหตุผล ในการยืนยันว่า ไม่คิดเป็นนายกฯ และไม่เล่นการเมือง

“พล.อ.ประยุทธ์ ยังอายุน้อย ท่านยังทำงานได้อีกนาน” บิ๊กป้อม เปรยเสมอๆ

แต่ในหมอดูสายทหารแล้ว มักจะทำนายดวงชะตาของ พล.อ.ประวิตร ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต อยู่เสมอๆ

ยิ่งเมื่อดูจากดวงชะตาที่เกิด 11 สิงหาคม 2488 และเกิดวันเสาร์ด้วยแล้ว ก็เรียกได้ว่า “ดวงแรง”

ในหมู่นักการเมืองที่สนิทสนมกับ คสช. นั้น รู้กันดีว่า โอกาสที่จะมีนายกฯ คนนอก ที่เป็นทหาร นั้นมีสูง

“ยกเว้น ทหารไม่เอามาเป็น เมื่อนั้น เขาก็จะเลือกนักการเมืองมาเป็น”

ทั้งนี้ บุคคลและนักการเมืองน้ำดี ที่บิ๊กๆ ใน คสช. เคยเล็งๆ เอาไว้นั้น ก็มีทั้ง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ คุณหญิงสุดารัตน์ และ เสี่ยหนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี บิ๊กต๋อย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี และอดีต ผบ.ทอ. และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เคยเปรยเหตุผลที่ตนเองต้องมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร ก็เพราะ “ไม่มีใครที่เหมาะสมที่จะเป็น” และ “ไม่มีใครยอมมาเป็น”

แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะไว้วางใจใครให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะกลัวจะผิดพลาด เมื่อคณะรัฐประหารรุ่นพี่ๆ ที่ผ่านมา ด้วยนั่นเอง

ดังนั้น จึงเชื่อกันว่า แม้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะตามโรดแม็ป ในปี 2560 หรือช้ากว่านั้นก็ตาม นายกรัฐมนตรี ก็จะยังคงชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อันสอดรับกับกระแสเสียงของประชาชน ที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก

จน บิ๊กตู่ ต้องบ่นว่า “จะให้ผมอยู่ต่อ อยู่ต่อ แล้วมันอยู่ได้มั้ยล่ะ มันถูกต้องมั้ย ไปว่ากันมา”

เพราะสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว เขาพร้อมที่จะอยู่ต่อ แต่ทว่า จะต้องมีกฎหมายรองรับ และต้องถูกต้อง ที่สำคัญ ต้องเป็นไปตามความต้องการของประชาชน

ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศก่อนหน้านี้ว่า “ถ้าไม่สงบ คสช. ก็อยู่ต่อ ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

รวมถึงการย้ำว่า “อะไรจะเกิดก็เกิด แต่ผมจะไม่ยอมให้แผ่นดินไทยต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว”

หลังจากที่บ่นว่ามี “พวกหนักแผ่นดิน” ที่ทำให้แผ่นดินไทยต่ำลงๆ

ไม่แค่นั้น สถานการณ์การเมืองภายในของไทย นับจากนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้นหรือไม่ เพราะนอกจากการ “เปลี่ยนผ่าน” ทางการเมืองแล้ว ยังเป็นช่วง “การเปลี่ยนผ่านประเทศ” ด้วย

จนกลายเป็นเหตุผลที่บิ๊กทหารในกองทัพ พูดตรงกันว่า จำเป็นที่จะต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง เด็ดขาด และมีอำนาจเต็มเปี่ยม อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. อย่าง พล.อ.ประวิตร อยู่คลี่คลายสถานการณ์

จนทำให้เกิดข่าวลือว่าจะไม่มีประชามติ และการเลือกตั้ง ในที่สุดนั่นเอง

แต่ไม่ว่าอย่างไร ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ก็ต้องยืนยันว่าจะต้องมีการลงประชามติแน่นอน แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ก็ต้องร่างใหม่ โดยมีคณะทำงานอยู่แล้ว

ส่วนปลายทางคือ การเลือกตั้ง แต่จะเมื่อใด ขึ้นอยู่กับผลประชามติ และหลังเลือกตั้งจะเกิดอะไรขึ้นด้วยนั่นเอง

สถานการณ์เช่นนี้ จึงมีส่วนต่อการจัดวางขุนพลในกองทัพ ในการโยกย้ายกันยายนนี้ด้วยนั่นเอง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช. จำเป็นที่จะต้องได้ผู้นำเหล่าทัพ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ. ที่ไว้วางใจได้ และจะไม่ก่อการรัฐประหารซ้อน เพื่อล้มล้าง คสช.

ท้ายที่สุด จึงอาจจะจบลงที่สูตรเดิม คือ บิ๊กแกละ พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก น้องรักของ พล.อ.ประวิตร เป็น ผบ.ทบ. 1 ปี เพราะเกษียณกันยายน 2560 ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกผสมของบูรพาพยัคฆ์และวงศ์เทวัญ เพราะเติบโตมาทั้งจาก พล.ร.2 รอ. และ พล.1 รอ.

แล้วต่อด้วย บิ๊กเข้ พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 บูรพาพยัคฆ์พันธุ์แท้ น้องรักของ 3 ป. “ป้อม ป๊อก ประยุทธ์” ที่คาดกันว่าจะขึ้นเป็น เสนาธิการทหารบก ในการโยกย้ายกันยายนนี้ เพื่อจ่อขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป จนเกษียณกันยายน 2561

แล้วต่อด้วยนายทหารที่จะขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในการโยกย้ายครั้งนี้ ระหว่าง บิ๊กตู่เล็ก พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 และ บิ๊กแดง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 หรือ บิ๊กณัฐ พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ รอง เสธ.ทบ. ที่ล้วนเป็นเพื่อนรัก เตรียมทหาร 20

โดยมี พล.ต.กู้เกียรติ เป็นเต็งหนึ่ง เก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 โดยมีอายุราชการถึงกันยายน 2563 เลยทีเดียว

บทเรียนในอดีต มีหลากหลายบท พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ย่อมต้องพิเคราะห์แล้ว ในเมื่อจะต้องก้าวจากสถานการณ์ไม่ปกติ สู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และเปลี่ยนผ่านประเทศ นับจากนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้มวยจัดเต็มหวังชิงโอลิมปิก 4 รุ่น มีแน่ 1 ทอง – ปืนหวังเข้าชิง
บทความถัดไป“บิ๊กต๊อก”เผยเหตุย้าย “ณรงค์”ไม่เหมาะสมช่วงเวลานี้- ยันเลขาฯป.ป.ส.ต้องประสานสิบทิศ