เจาะการเมืองหลัง ‘ยุบพรรค’ ข้อเสนอ ‘ถอนฟืนออกจากเตา’

6.03.20 | 11:43 น.

หมายเหุต – ความเห็นบางส่วนจาก ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านทหารกับการเมืองไทย ในงานเสวนา “อนาคตทางการเมืองไทยหลังยุบพรรคในยุค Covid-19” จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ


ถ้ามองจากโจทย์ที่ตั้งว่า “หลังยุบพรรค” เชื่อว่าตอนนี้มีสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังถึง 4 เรื่องคือ 1.หลังยุบพรรค 2.หลังอภิปราย 3.หลังเริ่มชุมนุม 4.หลังเริ่มการระบาดของเชื้อโรค ไม่แน่ใจว่ามีหลังที่ 5 หรือไม่ นั่นคือหลังคดีอาญาของผู้นำพรรคอนาคตใหม่

เชื่อว่าสุดท้ายแล้วเรากำลังพูดถึงการเมืองหลังยุคประยุทธ์ สิ่งที่เริ่มเห็น 4 หลังดังกล่าว คือความชัดเจนว่า รัฐบาลไร้ขีดความสามารถมากกว่าที่คิด เชื่อว่าหากเป็นรัฐบาลเลือกตั้งแบบปกติ วันนี้รัฐบาลจะถูกวิจารณ์หนักกว่านี้ ดังนั้น คำตอบนี้จึงมีอย่างเดียวคือ การเมืองหลังจากนี้ยุ่งแน่ๆ หากรัฐบาลยังมีขีดความสามารถในการจัดการในระดับที่เห็น และหากเปรียบเป็นภาพยนตร์ นับจากนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตื่นเต้นและเร้าใจแน่นอน

ผลที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องมาจากการยุบพรรค เหมือนกับการจุดไม้ขีดโยนใส่เชื้อเพลิง ถามว่าก่อนหน้ามีไม้ขีดถูกจุดแล้วโยนเข้าไปในกองเชื้อเพลิงหรือไม่ คิดว่ามีหลายครั้ง แต่หลายครั้งไฟไม่ค่อยติด แต่ในครั้งนี้เริ่มเห็นอาการติดแล้ว นั่นคือการเคลื่อนของขบวนนิสิต นักศึกษา และยังรวมถึงนักเรียนระดับมัธยมปลายเริ่มออกมา ดังนั้น เมื่อไรที่เขาออกมาแล้วรวมกับพลังของนิสิต นักศึกษา นั่นคือฮ่องกงโมเดล และเริ่มเห็นการก่อตัวแบบฮ่องกงบ้างแล้ว

สิ่งสำคัญคือ ผมเคยเปิดประเด็นช่วงปีใหม่ว่า หากเปรียบเทียบการต่อสู้ทางการเมืองปี 2563 เชื่ออย่างเดียวว่ามวยเวทีนี้ชกไม่ครบ 12 ยก เป็นมวยระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งไม่มีทางชกครบ 12 ยก สิ่งที่จะเห็นอาจมีตัวแบบเป็นทางเลือกคือ หลังจากชกแล้วเริ่มเพลี่ยงพล้ำมากๆ จึงตัดสินใจยึดเวที ที่ใช้คำว่ายึดเวที เพราะวันนี้ไม่มีกรรมการมวย เพราะกรรมการกลายเป็นนักมวยบนเวทีอีกฝ่ายหนึ่งและชกฝ่ายประชาธิปไตยด้วย

Advertisement

สิ่งน่ากลัวคือ ถ้านักมวยเพลี่ยงพล้ำและกรรมการร่วมชกด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่านักมวยกับกรรมการอาจไล่คนดูออกนอกสนาม ไล่คู่ชกอีกฝ่ายลง และตัดสินใจยึดเวที คือการตัดสินใจยึดอำนาจ

หากมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านผู้นำทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรี อยากขออนุญาตเปรียบเทียบว่า เหมือนเสี่ยงเซียมซี

เซียมซีแผ่นที่ 1 ชื่อนิราศต่างแดน หรือเป็นเซียมซียุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เชื่อว่าโกงแล้วเป็นรัฐบาลได้ สามารถใช้กลเกมทางการเมืองพาตัวเองเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งได้ในสภา แต่ผลที่เกิดขึ้นคือการเลือกตั้งสกปรกปี 2500 และการโกงถึงจุดที่ประชาชนไม่พอใจ ทำให้การเลือกตั้งปี 2500 คือจุดเริ่มต้นของการประท้วงใหญ่ชุดหนึ่งของการเมืองไทย ก่อนจบลงด้วยการรัฐประหาร และจอมพล ป.ต้องลี้ภัยไปต่างแดน

เซียมซีแผ่นที่ 2 ชื่อสุขก่อนตาย หรือบันทึกอายุไขของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร มีความสุขด้วยการคอร์รัปชั่น แต่ท่านมีปัญหาสุขภาพ ขึ้้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารครั้งที่ 2 เดือนตุลาคม 2501 พอปลายปี 2506 ก็เสียชีวิต

เซียมซีแผ่นที่ 3 ชื่อนิราศ 3 ชาย เป็นเซียมซียุคจอมพลถนอม กิตติขจร มีผู้นำทหาร 3 คนคือ 2 จอมพล 1 พันเอก ตัดสินใจคุมอำนาจทางการเมือง แต่อยู่บนฐานความไม่พอใจของประชาชน สุดท้ายเกิดระเบิดเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ 14 ตุลาคม 2516

เซียมซีแผ่นที่ 4 ชื่อป๋าพอแล้ว หรือยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่อยู่ในอำนาจนาน พล.อ.เปรมตัดสินใจช่วงสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ รู้จังหวะเอาตัวเองออกจากการเมือง ตัดสินใจลงจากเวทีเองโดยไม่ต้องถูกการประท้วงใหญ่ หรือไม่ถูกเงื่อนไขการรัฐประหาร

เซียมซีแผ่นที่ 5 ชื่อเสียสัตย์เพื่อชาติ หรือยุครัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อเป็นรัฐบาล สุดท้ายคือกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่มากขึ้น เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2535

ถ้า 3 ป. มองย้อนกลับไป ท่านอยากจับเซียมซีแผ่นไหน หรือชะตากรรมแบบไหน หรือสุดท้ายเชื่อว่ามีเซียมซีแผ่นที่ 6 คือเชื่อว่าปราบแล้วชนะ แต่เซียมซีแผ่นนี้ สุดท้ายก็บอกแล้วว่ารัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจเช่นนี้ไม่มีโอกาสฉลองเค้กวันเกิดครบรอบ 1 ปี เพราะรัฐประหารมาก่อน

ดังนั้น สิ่งที่จะเห็นชัดคือ ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีบทเรียนให้ผู้นำทหารไทยคิดเยอะ แต่ทหารไทยวันนี้อยู่บนเงื่อนไขเดียวว่า ปืนคุมสังคมไทยได้ หรือเชื่อไม่ต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่ถูกสอนในสงครามปฏิวัติ คืออำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน แต่ภายใต้ความกดดันแล้วระบอบเสนาธิปไตยจำเป็นต้องรักษาภาพพจน์ ต้องอยู่ต่อ เปลี่ยนเข้าสู่การเลือกตั้ง โดยรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ไม่แน่ใจว่าสามารถเรียกว่ารัฐบาลเลือกตั้งได้เต็มปากหรือไม่

สิ่งที่เห็นหลังจากการจัดตั้งรัฐบาล มีการใช้กระบวนการทางกฎหมาย หรือสถาบันทางกฎหมายเข้ามามีบทบาททางการเมือง

การใช้กฎหมายในทางการเมืองจนความเป็นนิติรัฐมีปัญหา ขณะเดียวกันความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่สุดหลังรัฐประหารคือ การผนวกอำนาจเข้ากับระบบเศรษฐกิจ พูดถึงทุนขุนศึกในอดีต หรือในยุคที่สงครามคอมมิวนิสต์ยังอยู่ เป็นทุนของทหารบางส่วน แต่ทุนขุนศึกในศตวรรษที่ 21 ได้เปลี่ยนรูปเป็นการผนวกอำนาจทหารเข้ากับทุนผูกขาดในสังคมไทย วันนี้ทุนใหญ่ในสังคมไทยไม่ใช่ทุนนิยมปกติ แต่เป็นทุนผูกขาด ดังนั้น การขยายอำนาจของประชาธิปไตยผ่านทุนจะเป็นเงื่อนไขใหญ่ ความน่าสนใจอีกมิติหนึ่งที่อาจต้องยอมรับ คือการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งได้มีบทบาทของกลุ่มทุนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ในสภาวะอย่างนี้สิ่งที่เห็นชัดคือ การผนวกอำนาจที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการขยายบทบาทกองทัพหลังการรัฐประหารปี 2557 ในเวทีการเมืองและในบริบทที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ขยายและยกสถานะของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จนวันนี้แทบจะเป็นกระทรวง เพราะเมื่อดูจากคำสั่ง คสช.แล้วจะพบว่า กอ.รมน.ได้รับงบประมาณ รวมทั้งการจัดสรรต่างๆ ไม่ต่างจากกระทรวง แต่สิ่งที่ถูกทิ้งไว้คือ แม้ทหารออกจากเวทีรัฐประหารหรือเวทีการเมืองของรัฐบาลทหาร แต่สิ่งที่เป็นมรดกใหญ่คือ ยังมีทหารในโครงสร้างทางการเมืองผ่าน กอ.รนม. รวมทั้งการออกแบบยุทธศาสตร์ 20 ปี

ความน่าสนใจคือ ทั้งหมดเกิดขึ้นบนความเชื่อว่ารัฐบาลทหารมีพลังสนับสนุนจากอำนาจและทุนนิยมผูกขาด รวมถึงแรงสนับสนุนจากชนชั้นกลางปีกขวา หรือชนชั้นกลางซ้ายอนุรักษนิยมที่กลายเป็นกองเชียร์

เมื่อวันนี้เห็นการขยับตัวหรือไม้ขีดที่เริ่มถูกจุด ไม่ว่าจะเป็นแฟลชม็อบของนิสิต นักศึกษา หรือน้องๆ ในโรงเรียน คิดว่าคำถามที่ถูกทิ้งไว้คือ สุดท้ายแล้วการชุมนุมเหล่านี้จะออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยหรือไม่ เชื่อว่าถ้ามองภาพคู่ขนาน คำถามอีกมุมหนึ่งคือชนชั้นกลางไทยที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ชั้นกลางไทยที่รู้สึกว่าอยู่ในสังคมสิ้นหวัง ถ้าชนชั้นกลางปีกประชาธิปไตยลงถนนเมื่อไร ก็จะเห็นขบวนนักศึกษาลงถนน หรือโดยนัยยะเดียวกัน เมื่อขบวนนิสิต นักศึกษา ลงถนนเมื่อไร ชนชั้นกลางก็จะลง ถ้าคิดอย่างนี้ใกล้เคียงกับทั้งโมเดลในกรณีอาหรับสปริง และคล้ายกับฮ่องกง

นักรัฐศาสตร์ไม่สามารถเป็นหมอดูที่ตอบได้ว่า สุดท้ายแล้วนิสิต นักศึกษา นักเรียน จะออกนอกรั้วเมื่อไร หรือชนชั้นกลางจะลงถนนเมื่อใด

แต่หากพลิกดูโอกาสอีกมุมหนึ่ง ขออนุญาตนำเสนอดังต่อไปนี้

ข้อเสนอที่ 1 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกร่างใหม่ ใช้เวลา 90 วัน โดยใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นกรอบ และเมื่อประกาศใช้ทันที ทั้งวุฒิสภาและองค์กรอิสระต้องถูกยุบตาม

ข้อเสนอที่ 2 ถึงเวลาที่ต้องพิจารณาแก้ไขบทบาทขององค์กรอิสระ หรือทำอย่างไรให้องค์กรอิสระมีสถานะที่สามารถเป็นหลักประกันว่า การเมืองจะไม่แบ่งฝ่าย องค์กรอิสระบางส่วนตรวจสอบหรือวิจารณ์ได้

ข้อเสนอที่ 3 ถึงเวลาประกาศยกเลิกยุทธศาสตร์ 20 ปี เพราะจนถึงปัจจุบันนี้รัฐบาลที่เป็นเจ้าของไม่ได้ทำอะไรตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวเลย

ข้อเสนอที่ 4 วันนี้รัฐบาลมาด้วยการสืบทอดอำนาจ ผู้นำต้องพิจารณาตัวเองอย่างที่เปรียบเทียบ 3 ป. กับ 3 ท. เพราะไม่แน่ใจว่า 3 ป. จะกลายเป็น 3 ท. อย่างปี 2516 หรือไม่

ข้อเสนอที่ 5 กระบวนการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายต้องหยุด เพราะเมื่อไรก็ตามที่กฎหมายเป็นเครื่องมือของการทำลายฝ่ายตรงข้าม เมื่อนั้นเรากำลังจุดระเบิดและรอเวลาให้ระเบิด

ข้อเสนอที่ 6 อยากเห็นรัฐบาลเลิกเป็นเบี้ยล่างให้ทุนใหญ่ โดยรัฐบาลเป็นอิสระพอที่จะแบกรับและช่วยเหลือทุนกลางและทุนเล็กบ้าง ไม่อย่างนั้นสุดท้ายแล้วสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผูกขาด

ข้อเสนอที่ 7 คือวันนี้คดีการเมืองต่างๆ ที่เกิดหลังการรัฐประหาร 2557 หรือเกิดก่อนหน้านั้นหลายส่วน น่าจะถึงเวลาล้างและสะสางคดีทิ้งได้แล้ว

ในทางทหารขอเสนอว่า หากเห็นกองทัพเป็นอีกโจทย์ที่เป็นสิ่งคู่ขนานกับการเมือง 1.ตั้งกรรมการกลางเพื่อปฏิรูปกองทัพ 2.ลดบทบาททางการเมืองของทหาร 3.ต้องปรับและยกเลิกคำสั่ง คสช.ว่าด้วยเรื่องของ กอ รมน. 4.ยุติบทบาทเสนาพาณิชย์นิยมภายในกองทัพ หรือกองทัพต้องไม่ใช่ที่ประกอบธุรกิจของนายทหารระดับสูง 5.ต้องเอาผู้นำทหารออกจากรัฐวิสาหกิจ และ 6.ยุติการซื้ออาวุธของกองทัพไทยชั่วคราว เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยประสบปัญหา และวิกฤตชุดนี้ใหญ่ไม่ต่างจากต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งตอนนั้นกองทัพไทยจำเป็นต้องคืนการจัดซื้อยุทโธปกรณ์

มีข้อเสนอว่าด้วยเรื่องต่างประเทศ 4 ข้อคือ 1.หากสร้างการเมืองใหม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องปรับระดับความสัมพันธ์ของไทยกับรัฐมหาอำนาจ กล่าวคือไทยจะไม่เป็นเบี้ยล่างของรัฐมหาอำนาจ เหมือนกับที่เราเริ่มเห็นมากขึ้นในยุคปัจจุบัน 2.จำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยและรัฐบาลไทยในเวทีโลกใหม่ อันเนื่องจากการรัฐประหารบ่อยครั้ง

3.วันนี้เราต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่คู่ขนาน ต้องสร้างขีดความสามารถในการต่อรองไทยกับเวทีโลก ไทยไม่ใช่รัฐอารักขาของชาติมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ใช่เขตปกครองพิเศษของประเทศหนึ่งประเทศใด วันนี้เราต้องทบทวน อาจรวมถึงต้องยุติไม่ให้มีการตัดคลองคอคอดกระ เพราะอาจสร้างปัญหาด้านยุทธศาสตร์ในอนาคต

และ 4.ถึงจุดต้องยกเลิกเมกะโปรเจ็กต์จากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้แล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน