การกระทำอัตวินิบาตกรรมซ้ำสองของผู้พิพากษา คณากร เพียรชนะ เพื่อสำเร็จความประสงค์อันแน่วแน่ของเจ้าตัว อาจไม่ใช่เรื่องราวความพ่ายแพ้-สิ้นหวังของปัจเจกบุคคลรายหนึ่ง
โดยเฉพาะหากเรานำภาพของ “ผู้พิพากษาคณากร” ไปทาบทับกับสามัญชนคนขับแท็กซี่อย่าง “นวมทอง ไพรวัลย์” ซึ่งกระทำอัตวินิบาตกรรมสองครั้งสองหนคล้ายคลึงกัน เพื่อต่อต้านรัฐประหารกันยายน 2549
เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง-ภาพรวม การเลือกจะ (พยายาม) จบชีวิต ของทั้ง “ผู้พิพากษาคณากร” และ “ลุงนวมทอง” คือการส่งเสียงประท้วงไปยังระบอบ-ระบบที่ผิดปกติ เป็นการฟ้องร้องบอกย้ำแก่เพื่อนร่วมสังคมว่ามีภาวะอยุติธรรมบางอย่างเกิดขึ้นและยังดำรงอยู่
เป็นการส่งสารที่ต้องเพียรทำครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า และต้องเขียนขึ้นด้วยหยาดเลือด-การสละชีวิต
ผลลัพธ์จากการกระทำอัตวินิบาตกรรมของ “ลุงนวมทอง” และ “ผู้พิพากษาคณากร” นั้นมีหลายด้าน
ด้านหนึ่ง เหตุการณ์การพยายามปลิดชีวิตตนเองถึงสองวาระของปัจเจกบุคคลคนหนึ่ง และการเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นซ้ำสองโดยปัจเจกบุคคลอีกคนภายในระยะห่างสิบกว่าปี อาจบ่งชี้ว่าสังคมการเมืองไทยไม่มีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่เคยเดินหน้าไปไหนไกล
เพราะถ้าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒน์ไปในทางดีขึ้น การกระทำอัตวินิบาตกรรมซ้ำซ้อนโดยมีเป้าประสงค์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมืองอย่างชัดเจนก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้นถึงสองครั้ง/สองคน
จนราวกับว่าการจบชีวิตของ “คนขับแท็กซี่” และ “ผู้พิพากษา” อาจไม่ก่อให้เกิดบทเรียนใดๆ แก่สังคม
นอกจาก “จดหมายลา” อันสั่นสะเทือนจิตใจผู้คนเฉพาะกลุ่ม, การสบประมาทการกระทำอัตวินิบาตกรรมครั้งแรกของปัจเจกบุคคลเหล่านั้นโดยนายทหารและคนคล้ายนักวิชาการบางราย หรือการหยามหมิ่นผู้เสียชีวิต โดยคนคล้ายผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเรายืนกรานที่จะมองว่าชีวิตของ “ลุงนวมทอง” และ “ผู้พิพากษาคณากร” เป็นส่วนเสี้ยวของความเคลื่อนไหวหรือพัฒนาการทางการเมืองในภาพใหญ่
ทุกฝ่ายย่อมประจักษ์ว่า “การเมืองไทย” นั้นเปลี่ยนโฉมหน้าเปลี่ยนองค์ประกอบไปทีละน้อยๆ ทว่ามากมายมหาศาล จากปลายทศวรรษ 2540 ถึงกลางทศวรรษ 2550 มาสู่ต้นทศวรรษ 2560
ด้วยน้ำมือ ด้วยแรงผลักดัน ด้วยจิตวิญญาณ ด้วยการเสียสละ และด้วยความผิดพลาดของผู้คนหลากกลุ่ม หลายฝ่าย
“ลุงนวมทอง” คงไม่คาดคิดว่าจะมีพลังทางการเมืองขนานใหญ่ของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยก่อตัวขึ้นกลางทศวรรษ 2550
เช่นเดียวกับความสิ้นหวังของ “ผู้พิพากษาคณากร” ที่เดินทางมาบรรจบกับความหวัง-การต่อสู้อันเบ่งบานของคนรุ่นใหม่ๆ ในประเทศนี้พอดี
อย่างไรก็ตาม คำถามข้อหนึ่งที่ผุดขึ้นมาเมื่อเราครุ่นคำนึงถึงกรณีของ “ลุงนวมทอง” ตลอดจน “ผู้พิพากษาคณากร” ก็คือ ภายใต้ฉากหน้าของการรัฐประหาร-ฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำๆ ในเวลาไม่ถึงทศวรรษ ที่ดูคล้ายจะไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อใดๆ ระหว่างกระบวนการเริ่มต้นยึดอำนาจนั้น
แท้จริงแล้ว “วิกฤตประชาธิปไตยไทย” จากปี 2549 ถึงปัจจุบัน ได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายแค่ไหน?
หลายชีวิตที่ดับสลายไประหว่างการชุมนุม บางชีวิตที่สูญหาย-ถูกลอบสังหาร (โดยไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด)
รวมถึงการเลือกยุติชีวิตตัวเองของเพื่อนร่วมสังคมบางราย
วงจรความรุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ และเราย่อมสามารถมองเห็นภาวะผิดปกติดังกล่าวได้โดยเด่นชัด ด้วยวิจารณญาณอันเป็นธรรมและหัวใจที่ห่วงใยในเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

