“กมธ.วุฒิสภา” หนุนมติ ครม. คืนค่ามิเตอร์ไฟฟ้าเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 พร้อมเสนอ 4 มาตรการ ลดภาระธุรกิจการท่องเที่ยว
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 11 มีนาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการ (กมธ.) แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ที่มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน ได้แถลงถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ไวรัสโควิด -19
โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน รองประธาน กมธ. กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ทั้งคนจน และคนรวยต่างได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่คนจนจะได้รับผลกระทบมากกว่าคนรวย จึงอยากเสนอให้รัฐบาลยืดหยุ่นกฎระเบียบเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยวที่ได้รับความลำบาก เช่น การปรับหลักเกณฑ์การต่อทะเบียนโรงแรมและรีสอร์ตเพื่อลดภาระให้ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ขอสนับสนุนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้คืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 ครัวเรือน และประเภทที่ 2 การประกอบกิจการขนาดเล็ก จำนวนรวม 21.5 ล้านราย วงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่ง กมธ. เคยเชิญตัวแทน กมธ. กำกับกิจการพลังงานมาให้ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์แล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ ครม. มีมติออกมา ซึ่งเมื่อวานนี้ทาง กมธ.ได้เชิญผู้แทนการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าสัตหีบ ที่จ่ายกระแสไฟให้กองทัพเรือสัตหีบและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานพร้อมคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าได้ตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป โดยจะมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ประชาชนสามารถกรอกใบคำขอและรับเงินคืนทางออนไลน์ได้ หรือหากพัฒนาแอพพลิเคชั่นไม่ทัน ก็สามารถไปรับเงินคืนที่การไฟฟ้าใกล้บ้านได้ ส่วนประชาชนที่จะขอมิเตอร์ใช้ไฟฟ้าใหม่ จากนี้ไปก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าอีกแล้ว
นายคำนูณกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตถึงดอกเบี้ยจากค่าประกันการใช้ไฟฟ้า โดยจะคืนให้ประชาชนทุก 5 ปี ในรอบบิลเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมีส่วนหนึ่งได้รับเงินดอกเบี้ยไปแล้ว แต่เมื่อมติ ครม.ออกมาให้คืนเงินประกันทั้งก้อน จะทำให้เหลือดอกเบี้ยตกค้างของเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ปี 2563 อยู่ หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมจะต้องคืนดอกเบี้ยส่วนนี้ใน 5 ปีถัดไป ทางคณะกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอแนะถึงตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 หน่วยงาน ว่าจะสามารถคืนดอกเบี้ยให้เร็วกว่าระยะเวลาที่กำหนดได้หรือไม่
ด้านนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองประธาน กมธ. กล่าวว่า ขอเสนอแนะแนวทางเยียวยาธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเสนอให้ปรับลดเงินหลักประกันผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ซึ่งกฎกระทรวงกำหนดไว้ทั้งหมด 4 ประเภท 1.การประกอบธุรกิจนําเที่ยวประเภทเฉพาะพื้นที่ ต้องวางหลักประกัน 10,000 บาท 2.การประกอบธุรกิจนําเที่ยวประเภทภายในประเทศ ต้องวางหลักประกัน 50,000 บาท 3.การประกอบธุรกิจนําเที่ยวประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ ต้องวางหลักประกัน 100,000 บาท และ 4.การประกอบธุรกิจนําเที่ยวประเภททั่วไป ต้องวางหลักประกัน 200,000 บาท ซึ่งรวมแล้วมีเงินเก็บในส่วนนี้เกินกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ใช้จริงไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อปี จึงเรียกร้องไปยังรัฐบาลพิจารณาให้กรมการท่องเที่ยวปรับแก้กฎกระทรวงเพื่อเก็บอัตราค่าประกันลดลง จะได้มีเงินเหลือเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยว ส่วนจะปรับลดจำนวนเท่าใดหรือปรับลดถาวรหรือไม่ คณะกรรมการธุรกิจการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ สามารถพิจารณาก่อนได้

