หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ นักธุรกิจ กรณีคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการเร่งรัดให้ส่วนราชการในทุกสังกัดกระทรวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ จัดประชุมสัมมนาระหว่าง เมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อช่วยพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

รัฐบาลมีความสับสนกับการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญระหว่างสถานการณ์การขยายตัวของโรคระบาดซึ่งมีความรุนแรง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามกระตุ้นมาตรการต่างๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้มีการจัดอีเวนต์ และสัมมนาภายในประเทศ นี่เป็นวิธีการที่ย้อนแย้งกันมาก วันนี้เราเจอกับสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้รับผลกระทบแน่นอน แต่ปัญหาหลักคือ ชีวิตของประชาชน รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าว
หากดูจากหลายประเทศแล้ว เขาพร้อมปิดประเทศ พร้อมใช้มาตรการขั้นสูงในการดูแลชีวิตคน แม้กระทั่งผลกระทบที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เขาจะรู้ว่าอะไรสำคัญกว่า ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะผม แต่หลายคนเห็นตรงกันว่ารัฐบาลไทยลำดับความสำคัญไม่ถูก จะเอาทุกเรื่อง แต่เมื่อเอาทุกเรื่องแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพตกต่ำ ผลพวงคือ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง ทำให้กระทบกับทุกเรื่อง ที่สำคัญคือ กระทบกับสภาพความเป็นอยู่ของคน
ขณะนี้คนส่วนมากในประเทศกังวลมาก ต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ บวกกับเรื่องการจัดการหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ที่มีการกักตุนในกลุ่มของนักการเมือง ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งหมด ฉะนั้น เมื่อ ครม.ออกมาตรการเหล่านี้มา ถามว่าประชาชนจะตั้งข้อสงสัยหรือไม่ หรือถ้าเกิดมีการจัดงานท่องเที่ยว ถามว่าใครจะมาเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวของเราที่ผ่านมาพบว่าเราพึ่งพานักท่องเที่ยวภายนอก และเวลานี้เขาก็ไม่มา
ส่วนตัวคิดว่านี่เป็นการใช้เงินแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สู้เอาเงินส่วนนี้มาดูแลชีวิตคนก่อน หรือทำให้คนเข้าใจต่อสถานการณ์ แล้วรับมืออย่างมีความพร้อม ย่อมมีความสำคัญมากกว่า ทั้งนี้ เราใช้เทคโนโลยีช่วยประหยัดงบประมาณได้ แทนที่จะนำเงินเหล่านี้ไปจัดสัมมนา เพราะยิ่งจัด คนยิ่งมาเยอะ โอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายก็มากขึ้น รวมทั้งในเวลานี้ใครจะอยากออกไปท่องเที่ยว เพราะคนก็วิตกกังวลกันหมด
เวลารัฐบาลออกมาตรการแบบนี้รู้สึกเห็นใจผู้ปฏิบัติ เพราะเขามีความกังวลใจ แต่ก็ต้องทำตามนโยบาย ในกรณีนี้อาจทำได้แต่ไม่เต็มศักยภาพ และอาจได้รับส่วนร่วมน้อย สุดท้ายแล้วเม็ดเงินจำนวนมากก็หายมลายไปกับโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะคนขาดการมีส่วนร่วม ส่วนตัวไม่เข้าใจรัฐบาลเหมือนกันว่าเวลาออกมาตรการใดๆ ทำไมไม่จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่เป็นกังวลต่อสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้
จริงๆ แล้วภาครัฐหรือกระทรวงสาธารณสุขได้ทำงานเผยแพร่ข้อมูลความรู้อย่างเต็มที่แล้ว แต่นโยบายรัฐบาลเองที่ไม่มีความชัดเจน อย่างที่บอกว่ารัฐบาลจัดลำดับความสำคัญของปัญหาไม่ค่อยถูก
ดังนั้นควรใช้สรรพกำลัง ใช้ทรัพยากรทั้งหมด เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่น พยายามกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะตอนนี้คนต่างจังหวัดมักจะได้รับเฟคนิวส์ ทำให้เกิดความเชื่อที่ผิดพลาด เกิดความตระหนกตกใจกันไปมาก
รัฐบาลน่าจะเร่งสั่งการกระทรวง กรม กองต่างๆ ซึ่งมีความใกล้ชิดประชาชนและได้รับความน่าเชื่อถือ ในการส่งข้อมูลต่างๆ ที่ถูกต้อง เพื่อให้คนรู้สึกว่าแม้เขาอยู่ในภาวะอันตราย แต่ก็ไม่ตึงเครียด พร้อมรับมือ เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคระบาดได้
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ความเห็นในลำดับแรก คือ ปกติมาตรการเช่นนี้จะมีเงื่อนไขตามมาด้วย ในแง่กฎระเบียบ ซึ่งโดยปกติการจัดประชุมสัมมนานอกสถานที่ของหน่วยงานราชการจะมีกฎระเบียบครอบคลุมอยู่ จึงต้องดูว่าสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน ของอย่างนี้ใช่ว่านึกจะจัดอย่างไรก็จัดได้ แต่ราชการจะต้องเสนอเรื่อง ต้องมีโครงการ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต้องมีการอนุมัติอีกด้วย ในแง่นี้จึงยังไม่รู้ว่ามติ ครม.จะมีการยกเว้นกฎเหล่านี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้ามีกฎระเบียบเยอะ ทำมากหรือทำทันทีก็ไม่ได้ เงินก็อาจจะไม่เยอะ แต่ถ้าหากว่ามีการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ หรือให้งบพิเศษ ให้เร่งทำก็อาจจะมีผลอยู่บ้าง ในแง่บรรเทาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ประการต่อมา แนะนำให้ไปคุยกับกระทรวงสาธารณสุขให้รู้เรื่องว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ทางหนึ่งแนะนำว่าอย่าจัดงานที่คนเยอะๆ เดี๋ยวเชื้อระบาด แต่อีกทางแนะนำว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องให้มีอีเวนต์ สองฝั่งนี้ไปคุยให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาแถลงข่าวว่าจะเอาอย่างไร
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

ถือว่าเป็นมาตรการที่เข้าไปช่วยกระตุ้นในเกิดการใช้จ่ายในต่างจังหวัด อาทิ ธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร เป็นต้น แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดสัมมนาให้มีความสะอาดและปลอดภัยมากขึ้น
ทั้งนี้ มองว่าควรจัดให้ตรวจวัดไข้ ของผู้ที่เข้าร่วมงาน และให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานทุกคนตรวจเช็กอาการของตนเอง ก่อนเข้าร่วมงานสัมมนาด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจ หรือขอความร่วมมือให้ใส่หน้ากากอนามัย และจัดที่นั่งแบบไม่ใกล้ชิดกันเกินไป หรือจัดในห้องที่มีลักษณะห้องเรียน และจัดให้มีไลฟ์สดสำหรับผู้ที่มีความสนใจ เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับทั้งข้าราชการ และประชาชนที่รับชมผ่านไลฟ์สดอีกด้วย
หากไม่มีการจัดสัมมนา หรือกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน ทั้งในเรื่องของการล้มหายตายจากของธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคบริการ และภาคการท่องเที่ยว โดยเริ่มจากทุกฝ่ายจะต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย และหาทางออกร่วมกันให้กับลูกค้า เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา รวมทั้งช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่ฐานรากโดยด่วน
ขณะที่งานอีเวนต์ที่มีการยกเลิกไปเป็นจำนวนมากในช่วงนี้ เข้าใจว่าส่วนใหญ่จะเป็นงานที่มีความใกล้ชิดกันพอสมควร อาทิ การจัดงานประเพณีสงกรานต์ และงานคอนเสิร์ต เป็นต้น ด้วยความที่ในสังคมมีบุคคลอยู่หลายประเภท ทั้งที่ตื่นตระหนกกับการเกิดไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายในไทย และผู้ที่รู้สึกเฉยๆ แต่มีการป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี การที่รัฐบาล และผู้ประกอบการหลายฝ่ายออกมาตรการป้องกันในลักษณะนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไทยควบคุมสถานการณ์ โดยใช้วิธีปิดเมืองแบบประเทศจีน ก็จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้เร็วขึ้น แต่ก็เข้าใจในส่วนของรัฐบาล เพราะการที่จะทำแบบนั้นได้ต้องใช้งบมหาศาลในการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือ การเตรียมความพร้อมในสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ได้แก่ หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ และเจลล้างมือ มองว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีเพียงพอในประเทศ เพราะตอนนี้ไม่เพียงแต่ประชาชนที่ต้องการ ในอุตสาหกรรม และทางการแพทย์ก็ต้องการสิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนมาก หากรัฐบาลจัดเตรียมให้เพียงพอต่อความต้องการ ก็จะเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ในเรื่องของการส่งออกสถานการณ์ในปัจจุบัน ไทยเริ่มมีการส่งออกสินค้าไปจีน และจีนเริ่มมีการส่งออกสินค้าเข้ามาในประเทศไทยบ้างแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ ในเรื่องของมาตรการเรื่องความสะอาดของสินค้า ที่ต้องการตรวจสอบกันอย่างละเอียดมากขึ้น รวมถึงกรณีที่มีการส่งออกสินค้าทางเรือ ของจีน และไทย จะมีทีมแพทย์ในการตรวจร่างกายลูกเรือ ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดซ้ำซ้อน
สิ่งที่กังวลของมาตรการนี้ คือ จำนวนแพทย์ที่จะเข้ามาดูแลในส่วนนี้ หากในอนาคตมีการออกเรือกันมากขึ้นอาจต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์เป็นจำนวนมากในการตรวจเช็กสภาพร่างกายของลูกเรือ แต่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัย และทำให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง
ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

ความจริงมาตรการกระตุ้นการเดินทางในประเทศที่ออกมาแบบนี้ถูกแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่รู้ว่า โรคระบาดไวรัสโควิด-19 จะอยู่ยาวนานขนาดไหน หากภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ประเทศไทยควบคุมการแพร่ระบาดได้จะเป็นประโยชน์กับภาคการท่องเที่ยวสูงมาก เพราะมาตรการกำหนดให้จัดการประชุม สัมมนา หรือกิจกรรมพิเศษในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนนี้ ซึ่งหากยังมีการแพร่ระบาดอยู่แบบนี้ และมีการตรวจพบเคสใหม่ๆ จึงต้องรอจนกระทั่งเหตุการณ์ควบคุมได้อย่างชัดเจนแน่นอน เพราะหากควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้แล้ว การออกมาตรการในลักษณะนี้ ก็สามารถใช้ได้และมีความพร้อมที่จะใช้ แต่ตอนนี้เมื่อออกมาตรการมาแล้ว มองว่าควรจะมีข้อกำหนดขมวดไว้ว่า สามารถใช้มาตรการในช่วงที่สามารถควบคุมได้แน่นอน เพราะความจริงภาคเอกชนก็ขอให้ภาครัฐออกมาตรการในลักษณะนี้มาโดยตลอด ซึ่งพอได้มาแล้วก็ดี
สำหรับมาตรการป้องกัน หรือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนไทย และของชาวต่างชาติ ต้องสื่อสารออกไปเพื่อให้เกิดการรับรู้มากที่สุดว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่แพร่ระบาดเชื้อไวรัส แต่เป็นประเทศที่รับเชื้อไวรัสมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเข้ามาแพร่เชื้อในประเทศไทย รวมถึงโรคระบาดชนิดนี้ก็ไม่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เนื่องจากมีอากาศร้อน เชื้อโรคอยู่ไม่ได้ก็ตายหมด สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งทำคือ ต้องสร้างความมั่นใจในเรื่องนี้ก่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

