ปปง. ร้อง ดีเอสไอเอาผิดฟอกเงิน ‘กลุ่มบุคคล-นิติบุคคล’ เอี่ยวคดีทุจริตคลองด่าน

8.07.16 | 13:23 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิทยา นิติธรรม ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ


นายวิทยา กล่าวว่า พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการ ปปง.ได้มอบหมายให้ตนมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้กระทำความผิดอาญากรณีคลองด่าน สืบเนื่องจากศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อปลายปี 2558 ว่าราชการหรือรัฐ ร่วมกับเอกชนได้ร่วมกันทุจริตในโครงการนี้ เมื่อโครงการดังกล่าวมีการทุจริต ทรัพย์สินต่างๆ ที่ได้จากโครงการนี้ถือว่าเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ในทางแพ่ง ปปง.ต้องดำเนินการติดตามทรัพย์เพื่อตกไปเป็นของแผ่นดินต่อไป ขณะเดียวกันทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดดังกล่าวไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด บุคคลที่รับโอนทรัพย์ครอบครองในส่วนนี้ก็อยู่ในข่ายที่จะมีความผิดทางอาญา ฐานฟอกเงิน ซึ่งในเรื่องอาญาฐานฟอกเงิน ปปง. มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ดังนั้น เมื่อ ปปง.รวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า มีกลุ่มบุคคลหรือนิติบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางอาญา จึงนำพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาร้องทุกข์กับอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอก็จะไปดำเนินคดีในส่วนของอาญาที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของทางแพ่ง ปปง.ได้ดำเนินการแล้ว คือ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติอายัดเงินในงวดที่ 2 และ 3 ที่จะต้องจ่ายให้กับกิจการร่วมค้า จำนวน 6,000 กว่าล้านบาท และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการธุรกรรมก็ได้มีมติอายัดเงินในบัญชีในส่วนที่กิจการร่วมค้าได้รับไปในงวดแรก 3,000 กว่าล้านบาท และตอนนี้ยังติดอยู่ในบัญชี 90 กว่าล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการธุรกรรมก็ได้ยึดอายัดไว้เรียบร้อยแล้ว

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนทรัพย์อื่นๆ เนื่องจากโครงการนี้มีมูลค่าความเสียหาย 30,000 กว่าล้านบาท โดยในเรื่องของทรัพย์สิน ปปง.ก็จะไปติดตาม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของพล.ต.อ.ชัยยะ ว่าทรัพย์สินใดที่เป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ต้องกลับคืนแผ่นดินโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนที่พล.ต.อ.ชัยยะ ได้ให้นโยบายกับผู้ปฏิบัติ ส่วนเรื่องอาญาก็เป็นเรื่องของอธิบดีดีเอสไอที่จะได้มอบหมายพนักงานสอบสวนไปดำเนินการกับบุคคลที่รับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อไป

Advertisement

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นการทุจริตที่เจ้าหน้าที่ร่วมกันกระทำผิด และศาลก็ได้มีคำพิพากษาลงโทษไปแล้ว ในส่วนของบริษัทเอกชนคำพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ชัดเจนว่าความผิดของเจ้าหน้าที่นั้น มีบริษัทเอกชนร่วมกระทำผิดด้วย ดังนั้น ในส่วนของคดีอาญาทางเลขาธิการ ปปง. จะได้ทำหนังสือมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอให้ดำเนินคดีฐานฟอกเงินกับบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ส่วนความเสียหายนั้นตนเชื่อว่าสื่อมวลชนทราบอยู่แล้วว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐก็ได้จ่ายเงินจำนวนนี้ไปบ้างแล้ว และทั้งภาครัฐหรือนักวิชาการก็ดี ออกมาพูดเสมอว่ามันเป็นค่าโง่ที่เกี่ยวกับการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งรัฐเองก็ต้องจ่ายเงินกับการทุจริตในครั้งนี้หลายหมื่นล้านบาท

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวต่อว่า ในส่วนคดีอาญาดีเอสไอจะรับดำเนินคดีการฟอกเงิน ส่วนคดีแพ่ง ปปง.ก็จะดำเนินการไป ซึ่งแยกคนละส่วนกัน หลังจากรับเรื่องราวร้องทุกข์ดังกล่าวแล้ว เราก็จะดำเนินการสืบสวน และนำคดีเข้าคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อดำเนินการในคดีพิเศษต่อไป ส่วนคดีแพ่งทางปปง.ก็สามารถดำเนินการได้เลย ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ จะมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ดีเอสไอ ที่ตั้งขึ้นมารับคดีพิเศษโดยเฉพาะไปดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริษัทเอกชนสามารถเปิดเผยรายชื่อได้หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าที่ทราบกันดีอยู่แล้ว คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี จำกัด ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น ขออนุญาตยังไม่เปิดเผยในตอนนี้ แต่ได้ส่งรายชื่อทั้งหมดให้กับดีเอสไอแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่จะไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป

ถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ทางทนายความของกลุ่มกิจการร่วมค้ามายื่นหนังสือขอถอนอายัดต่อ ปปง. แสดงว่าปปง.ไม่ได้พิจารณาใช่หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ในส่วนของ 2 งวดแรกอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งทาง ปปง.ก็ได้รับฟังและให้เวลา 30 วัน ทางกลุ่มกิจการร่วมค้าก็ได้ยื่นคำร้องเข้ามา โดยคำร้องต้องแสดงด้วยว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดไว้ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ปปง.