‘ฝ่ายค้าน’ เปิดซักฟอกนอกสภาครั้งที่ 1 อัด รบ.ใช้ไอโอผิดวัตถุประสงค์ ละเมิดสิทธิปชช.

12.03.20 | 13:29 น.

“ฝ่ายค้าน” เปิดซักฟอกนอกสภาครั้งที่ 1 อัด รบ.ใช้ไอโอผิดวัตถุประสงค์ ละเมิดสิทธิปชช. ทางแก้คือต้องเปลี่ยนรบ. เอากลุ่มคนยึดอำนาจ-ต้องการสืบทอดอำนาจออก


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 มีนาคม ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ พรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อประชาชนเปิดเวทีซักฟอกนอกสภา เวทีที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “แฉกระบวนการ IO ฉีกหน้ากากขบวนการเพิ่มความขัดแย้ง” โดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของไอโอเป็นความต้องการสื่อสารไปยังเป้าหมายเพื่อให้เชื่อตามที่ต้องการ โดยมี 3 ลักษณะ คือ 1.ให้เชื่อความจริงที่เป็นความจริง และ 2.เชื่อว่าความจริงเป็นความเท็จ และ 3.เชื่อความเท็จให้เป็นความจริง นี่คือปฏิบัติการทางทหารเมื่อเกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเครื่องมือเหล่านี้ถูกใช้ในภารกิจการป้องปราม และปราบปราบการก่อความไม่สงบ ในเมืองไทย เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ถูกนำมาปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุภารกิจ โดยมีความเข้มข้น 3 ระดับ คือ ทำให้เกิดความเห็นต่างเพื่อเอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน ต่อมาคือ ถ้าความเห็นต่างเพื่อการแลกเปลี่ยนยังไม่พอ ก็เลือกใช้วาทกรรมที่แรงขึ้น ยกระดับเป็นความขัดแย้ง เพื่อสร้างเงื่อนไขความชอบธรรมที่รัฐจะเข้าไปแก้ไข แต่พอใช้ถึงตรงนี้แล้วยังไม่พอใจ ก็ยกระดับจากความขัดแย้งเป็นแตกแยก โดยการทำให้เ้กิดเหตุต่างๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังเข้าไปแทรกแซง ปฏิบัติการระงับยับยั้ง รวมถึงการสร้างมือที่ 3 แต่ตรงนี้เป็นความล่อแหลม เพราะอาจทำให้เกิดสถานการณ์แทรกซ้อน เช่น สร้างชายชุดดำขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็เกิดชายชุดดำขึ้นมาจริงๆ เข้ามาด้วย ความรุนแรงก็ยกระดับขึ้น

พล.อ.ภราดรกล่าวอีกว่า จริงๆ ไอโอคือเครื่องมือที่ใช้ปฏิบัติการในการปราบปรามความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นมาต่อต้านรัฐ ซึ่งจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะในประเทศทั่วไปทหารจะไม่มายุ่งกับการเมือง แต่เขาจะเป็นทหารอาชีพ ส่วนความมั่นคงจะเป็นเรื่องของตำรวจกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเขาจะถูกฝึกมาเพื่อเผชิญกับพี่น้องประชาชน แต่ทหารถูกฝึกมาเพื่อเผชิญกัยอริราชศัตรู ตรงนี้จึงเป็นข้อต่างระหว่างประเทศเรากับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้ สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจตรงกันคือ เมื่อความรับผิดชอบเป็นของกองทัพ เส้นแบ่งระหว่าง สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนเคลื่อนไหวอยู่ กับสิ่งที่ผู้รับผิดชอบคือทหาร ความแตกต่างอยู่ตรงไหน เส้นแบ่งระหว่างการเคลื่อนไหวตามสิทธิ เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนด กับการก่อความไม่สงบมันอยู่ตรงไหน ถ้าเส้นแบ่งให้น้ำหนักกับการเคลื่อนตามสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จะใช้การปราบปรามแบบการก่อความไม่สงบก็จะเป็นปัญหาซึ่งเป็นอันตราย เพราะความเข้มข้นที่ใช้จะต่างกัน จากความเห็นต่างจะกลายเป็นความขัดแย้งทันที สรุปคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดวันนี้อยู่ที่ตัวรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย คนที่ยึดอำนาจ กับต้องการสืบทอดอำนาจคือตัวปัญหา เพราะคนกลุ่มนี้คือคนที่ใช้กระบวนการไอโอในมิติการเมือง ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ดุลพินิจให้ดี แต่รัฐบาลกลับนำเรื่องนี้มาให้หน่วยงานความมั่นคงดำเนินการ แล้วคิดว่า คนที่ใช้สิทธิ เสรีภาพ คือคนสร้างความแตกแยก การจะแก้ปัญหาได้ คือ การเปลี่ยนรัฐบาล ให้กลุ่มคนที่ยึดอำนาจ และสืบทอดอำนาจออกไป แล้วให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยส.ส.เข้ามาจับมือกันแก้ปัญหา เพื่ออยู่ร่วมกัน นำไปสู่ครรลองประชาธิปไตย แล้วทุกอย่างจะเข้าสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบปกติ เพราะเครื่องมือตรงนี้ไม่ถูกนำมาใช้

ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ตนใช้ระบบ Interactive ที่พาประชาชนไปตรวจสอบจริงๆ โดยสิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อว่าจริง ผมต้องเป็นอาจารย์คง หากบ้านหลังนี้มีผี ผมต้องจับผี จับดวงไฟมาให้ดู และพาประชาชนมาดูว่านี่คือผีจริงๆ เมื่อจบการอภิปรายผมคิดว่า ขบวนการไอโอที่มี 40 สถานี น่าจะมีการยกเลิก เพราะโลกไซเบอร์สงบสุขแล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่เรายังควรกังวลที่สุดคือ การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับถูกมองว่าเป็นการก่อความไม่สงบ ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศนี้ถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติ เรื่องราวนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ถูกรีรันมาหลายรอบแล้ว เช่น การพบอุโมงค์ลับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การกล่าวหาว่านักศึกษาในวันนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ยุคต่อมาคือควายแดง และตอนนี้จะมาเป็นชังชาติ สิ่งเหล่านี้คือ การพยายามสร้างความชอบธรรม จริงไม่จริงไม่สำคัญเท่ากับการเชื่อหรือไม่เชื่อ ต่อมาเชื่อหรือไม่เชื่อไม่สำคัญว่าเท่ากับถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้เชื่อไม่เหมือนกัน นี่คือความน่ากลัวที่สังคมไทยต้องฉุกคิดตระหนักได้แล้ว เราไม่ได้เกลียดกันเพราะอยู่ดีๆ เราเกลียดกัน แต่เราถูกปลุกปั่นยุยงให้เกลียดกันหรือไม่ ปัญหาคือตอนนี้กรอบความคิดเขายังไม่เปลี่ยน เพราะยังมีความพยายามขายแฟรนไชส์ จากคนของเขาไปสู่เอกชน แต่ตอนนี้ประชาชนเริ่มตระหนักรู้แล้ว และผมอยากจะเตือนว่า ประชาชนในยุคนี้สามารถหาข้อมูลเองได้จากอินเตอร์เน็ต มีการคานความคิดกันด้วยข้อมูลข่าวสาร และข้อเท็จจริง หากคุณปล่อยข่าวเท็จมาปล่อยเพื่อสร้างความจริง คุณจะเจอความจริงที่ถูกต้องจากประชาชนมาคานอำนาจตัวเอง คุณไม่กลัวว่าคนที่มีความรู้ด้านไซเบอร์ขั้นสูง ที่สามารถฝังมัลแวร์ ฝังโทรจัน ไปดูดข้อมูลของคุณหรือ คุณคิดตื้นเกินไป ผมอยากให้ประชาชนทุกคนตระหนักรู้และฉุกคิด ว่า การจะเกลียดใครสักคนเราต้องถามว่าเรารู้จักเขาหรือยัง เคยคุยกับเขาแบบต่อหน้าหรือยัง แล้วเขามาทำอะไรให้คุณหรือเปล่า อย่างนั้นอย่าเกลียดกัน ผมยืนยันว่าคนยุคใหม่เขารู้ทัน และถ้าเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกอึดอัด เดี๋ยวโป๊ะแตกอีกรอบหนึ่ง

Advertisement

เมื่อถามว่า สถานการณ์ตอนนี้ที่หน่วยงานรัฐผ่องถ่ายงานไอโอไปให้เอกชนรุนแรงมากขนาดไหน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถามว่าการใช้คนรุ่นใหม่ไปทำงานแบบนี้ คิดว่าจะใช้เขาได้หรือ เราพบไอโอบางคนมีแอคเคาท์จริงเชียร์พรรคฝ่ายค้าน แอคเคาท์อวตารด่าฝ่ายค้าน ผมนึกแล้วสงสารเขาที่ต้องทำงานแบบนี้ทุกวัน สุดท้ายทนไม่ไหวแล้วลาออก สิ่งนี้มันกำลังเบ่งบาน ประชาชนต้องยุติกระบวนการเหล่านี้ ต้องทำให้เเฟรนไชส์เหล่านี้เจ๊งให้ได้ สิ่งหนึ่งที่อยากจะเตือนสติประชาชนคือ การกล่าวหาว่านักศึกษาไม่รักประเทศชังชาติต่างๆ นานา นี่คือความจริงหรือเป็นสิ่งที่เขาอยากให้เชื่อว่าเป็นความจริงกันแน่ การกระทำลักษณะนี้เป็นปัญหายิ่งกว่าเฟคนิวส์ (Fake news) แต่เป็นดิสอินฟอร์เมชั่น (Disinformation) คือมีข้อเท็จจริงบ้างแต่เอามาโยงใยใส่สีตีไข่ โยงข้อมูลคนละตอนคนละวาระมามั่ว แล้วเอามาสรุปให้กลายเป็นเท็จเพื่อให้เขากลายเป็นผู้ร้ายของประเทศ น้องๆ เหล่านี้คืออนาคตของชาติ หากเขาทิ้งประเทศชาติเพราะความหมดอาลัยตายอยาก ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เศรษฐกิจที่ติดหล่มอยู่ตอนนี้ ปัญหาบ้านเมืองที่แก้ไม่ได้ การสื่อสารที่บอกว่าหน้ากากไม่ขาดแต่หาไม่ได้ และการทำไอโอแย่ๆ แบบนี้จะยิ่งทำให้ประเทศหมดหนทาง

“วันนี้การเมืองเป็นมายาแต่ข้าวปลาเป็นเรื่องจริง เราเดินลงมาซื้อหน้ากากแล้วไม่เจอ ต่อให้เราฟังข่าวว่าหน้ากากไม่ขาดตลาดเราก็ไม่เชื่อ หากสังคมไม่ปกป้องความจริงแล้วปล่อยให้กระบวนการข่าวสารเท็จแบบนี้มาหลอกหลอนเราต่อไป บ้านเมืองจะไปต่อไม่ได้ เราแก่ลงทุกวัน แต่เด็กเติบโตขึ้นทุกวัน เราอยากให้ลูกหลานโตขึ้นมาอย่างสูญเปล่าโดยไม่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้เลยหรือ เราอยากจะเป็นคนแก่ที่แก่ลงโดยไม่มีเงินออมที่มากพอจะเลี้ยงตัวเองได้หรือ วันนี้ที่ประเทศติดหล่มจากการด่ากันไปด่ากันมาว่าชังชาติ ในขณะที่ประเทศอื่นพัฒนาขึ้นไปทุกวัน สิ่งหนึ่งคือเราควรหันมารักกัน ไม่ต้องชอบกันก็ได้แต่แค่คุยกันเรื่องอื่นก็พอแล้ว” นายวิโรจน์กล่าว

เมื่อถามว่า สถานการณ์โควิด รัฐบาลต้องการจะสื่อสารว่าตอนนี้คุมได้ และสถานการณ์เพิ่งจะอยู่ในระยะที่สองเท่านั้น การให้ข้อมูลแบบนี้เป็นไอโอกับประชาชนหรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า แบบนี้ไม่ใช่ไอโอ เพราะมีผู้ส่งสารชัดเจน แต่ทุกวันนี้ที่ประชาชนยังหวาดระแวงแตกตื่นเป็นเพราะความล้มเหลวในการบริหารสถานการณ์ที่ทำให้ประชาชนไม่อาจไว้วางใจได้แล้ว เราเคยเห็นหน่วยงานรัฐออกมาฟ้องกันเองหรือไม่ เราเห็นเหตุการณ์ที่วันหนึ่งหน่วยงานของรัฐออกมายอมรับ แต่อีกวันบอกว่าไม่ยอมรับ เห็นรายงานการกักตัวของแรงงานจากเกาหลีใต้ ขณะที่อีกวันหนึ่งประชาชนนำเฟซบุ๊กของคนเหล่านี้ออกมาเปิดเผย กระทั่งการขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่รัฐพยายามบอกว่าเพียงพอก็ขัดกับความเป็นจริง ไปจนถึงการรับข้อมูลจากรัฐว่ามีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 แค่ 50 กว่าคน เพราะตรวจไปแค่ 5,000 คน เราหลงดีใจว่าประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ ขณะที่หลายประเทศตรวจไปแล้วกว่าแสนคน เราได้พบความจริงแบบนี้มาตลอด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีโซเชียลมีเดียเข้ามามีส่วนร่วม รัฐต้องอย่าคิดอย่างสมัยก่อนว่าออกสารอะไรมาประชาชนต้องเชื่อ เพราะทุกวันนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เอง แต่การจับกุมประชาชนที่ส่งผ่านข้อมูลเพราะรู้สึกไม่เชื่อมั่นในการบริหารของรัฐ นั่นแสดงว่ารัฐมองว่าประชาชนเป็นศัตรูหรือไม่ สถานการณ์แบบนี้ประเทศอื่นๆ พยายามสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้ประเทศกลับมาปกติให้เร็วที่สุด แต่หันมาดูรัฐบาลไทยแล้วคิดว่าประชาชนเชื่อมั่นแค่ไหน ผมว่ารัฐบาลเองก็มีคำตอบในใจแล้ว หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ สุดท้ายการลุกลามจะไม่ใช่แค่หน้ากาก เพราะสิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ ไม่ว่าเราจะเชียร์หรือไม่ชอบรัฐบาล เราต่างตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของการบริหารราชการแผ่นดินที่ล้มเหลว

นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยความมั่นคงมีความหวาดระแวงประชาชนหนักมาก การแสดงออกถึงความจึงต้องกำราบคนที่คิดต่าง ซึ่งความกังวลแบบนี้รัฐจึงใช้ทุกวิถีทางโจมตีคนเห็นต่าง ช่วงที่ตนมาทำหน้าที่กรรมการสิทธิ 2-3 ปีที่ผ่านมาโดนโจมตีหนักมาก ถือเป็นการกระทำของคนที่หวาดกลัว กลัวว่าเมื่อมีคนเห็นต่าง พูดแล้วทำให้คนเชื่อถือได้ จึงต้องใช้วิธีการสกปรกแบบนี้ เวลาตนไปประชุมหน่วยานความมั่นคง มีการถ่ายภาพเรา แล้วเขียนบรรยายนู่นนี่นั่น ซึ่งในการทำหน้าที่กรรมการสิทธิต้องเป็นโปรเฟซชั่นแนลอยู่แล้ว เราปฏิบัติหน้าที่แบบไม่เกรงกลัวอิทธิพล ซึ่งเราก็รู้ว่าใครแอบถ่าย หรือกรณีการจัดแฟลช็อบที่ลานปรีดีฯ ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ก่อหน้านี้ ตนไปประชุมเสร็จแล้วก็ไปเดินดูนักศึกษา ซึ่งเราไปกับนักวิชาการหลายคน เราก็เห็นนอกเครื่องแบบคุ้นหน้ามาถ่ายรูป แถมวงหน้าเรา กลายเป็นว่าเราอยู่เบื้องหลังนักศึกษาไปอีก หรือกรณีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่ง กอ.รมน.จะกลัวมากเวลาที่มีรายงานจากยูเอ็นออกมา ทำให้ กอ.รมน.กังวล แทนที่จะเปลี่ยนความกังวล หวาดกลัวโดยการหาแนวทางมาคุ้มครองสิทธิประชาชน แต่กลับใช้ไซเบอร์แอทแท็กทำลายคนเห็นต่าง หรือกรณีการทำหน้าที่ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ บก.ปอท. ตนเคยไปแจ้งความถึง 2 ครั้ง และเคยตั้งคำถามกับ บก.ปอท.ว่าทำไมตนต้องมานั่งหาข้อความที่ถูกโจมตีเอง แต่เวลาที่นักวิชาการถูกแจ้งข้อกล่าวหาร้ายแรง บก.ปอท.กลับเป็นโจทก์เสียเอง ทีเวลาเราเดือดร้อนแทบตาย ทำไม บก.ปอท.ไม่เป็นโจทก์ให้เราบ้าง ทำให้เราถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหลือเกิน และที่ตนไปแจ้งความ ทาง ปอท.บอกว่าจะส่งเรื่อไปที่ สน.บางยี่เรือเพื่อให้ดำเนินการต่อ ตั้งแต่ปี 60 จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักโทษประหารชีวิต หรือผู้ก่อความไม่สงบ ต้องมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เราต้องเคารพ ตนไม่คุ้นกับวัฒนธรรหน้าอย่างหลังอย่าง ที่สำคัญการสร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เสียดายที่นายกฯ ไม่อยู่ตอบเรื่องไอโอในสภาฯ น่าสนใจว่านายกฯ จะตอบว่าอย่างไร เสียดายท่านแอบหนีกลับบ้านไปก่อน เวลานายกฯ โดนบ้างจะเป็นตาย ออกมาตอบโต้กันเป็นแถว แต่เวลาชาวบ้านโดนกลับไม่มีใครออกมาทุกข์ร้อน

นางอังคณา กล่าวอีกว่า การที่ตนถูกโจมตีไปปราฏในรายงานของสหประชาชาติหลายฉบับ เช่น วันที่ 13 กันยายน 61 มีผู้แทนพิเศษจากยูเอ็นทำหนังสือสื่อสารถึงรัฐบาลไทย ซึ่งกังวลและห่วงใยการคุกคามโดยใช้สื่อออนไลน์แอทแท็กกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ชาติ ซึ่งมีชื่อตนอยู่ด้วยจากนั้นผู้แทนถาวรประจำประเทศไทยที่เจนีวา ตอบหนังสือกลับว่าได้รับหนังสือและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ถัดมาไม่นานเราจะรู้กับปฏิบัติการที่น่าละอาย มาจากรายงานของเลขาธิการยูเอ็น ที่เก็บข้อมูลไปทั่วโลกปี 61 เขามาไทย 13 สิงหาคม 61 มีการเสนอรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชน 52 หน้า ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่มีการคุกคามนักสิทธิมนุษยชน และถูกคุกคามด้วยสื่อออนไลน์ และไม่นานมานี้เลขายูเอ็นส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทยตั้งแต่ เมษายน 61 ว่าการปฏิบัติเช่นนี้เป็นการปฏิบัติที่น่าละอาย เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ของรวันด้า คนไม่รู้จักกันลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง จากการถูกทำให้เชื่อว่าคนข้งบ้านเป็นคนไม่ดี วันนี้เราก็ไม่ต่างกัน คนไม่รู้จักกันแต่เกลียดชังกัน ตนรู้สึกเสียใจผิดหวังว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือรัฐที่ควรมีหน้าที่คุ้มครอง แต่รัฐกลับเป็นคนเสี้ยมให้เกิดความเกลียดชัง ควาหวาดระแวง ถือเป็นเรื่องใหญ่ ป่วยการจะมาพูดเรื่องปรองดองสมานฉันท์ ขณะที่เสรีภาพในการแสดงความเห็นต้องคารพกัน เห็นต่างแต่อยู่ด้วยกันได้ ดังนั้นรัฐต้องลดความหวาดระแวง ความกลัว เราไม่ได้อยู่ในยุคปิดตาคนได้ทั้งหมด ทหารต้องถูกตรวจสอบได้ ไม่ใช่กลัวจนทำให้คนอื่นด้อยค่า ลดศักดิ์ศรี โดยเฉพาะกระทำกับผู้หญิงเป็นวิธีการสกปรก อย่างไรก็ตาม เราจะไม่สามารถก้าวข้ามไอโอได้เลย ถ้ายังไม่ปฏิรูปความมั่นคง ต่อให้มีรัฐบาลอีกกี่ครั้งเราก็จะวนเวียนกับการตีความเรื่องความมั่นคงแบบไม่สิ้นสุด