
⦁…ไม่ว่าในกระแสสังคม ภาพของ ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเป็นอย่างไร แต่ในสำนึกของ “ส.ส.ฟากรัฐบาล” ทั้งมากประสบการณ์ และละอ่อนในวงการ ทั้งบางกลุ่มใน “พลังประชารัฐ” และ “พรรคต่ำเกณฑ์ ส.ส.พึงมี” พากันเชิดชู “ธรรมนัส” ไว้ดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ ความภักดีแรงระดับพร้อมแตกหักกับ “ประชาธิปัตย์” มองไม่เห็นราคาว่าจำเป็นต้อง “รักษาพรรคร่วมรัฐบาล” จึงน่าสนใจยิ่งว่า “หมากเกมนี้จะลงเอยอย่างไร” ด้วยศักดิ์ศรีของพรรคเก่าแก่อย่าง “ประชาธิปัตย์” จะทำใจให้เชื่อได้หรือไม่ว่า การขับไสไล่ส่งแบบนั้น “มันคือแป้ง”
⦁…ผลสะเทือนจาก ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นความโกลาหลภายในรัฐบาลไม่เพียงเป็นชนวนแตกแยกให้ “ประชาธิปัตย์” เท่านั้น กระทั่งใน “พลังประชารัฐ” เองที่แต่ละกลุ่มล้วนพร้อมจะเดินเกม “เพิ่มเก้าอี้รัฐมนตรีให้กลุ่มตัวเอง” ต่างมองตาวาวกับโอกาสในโควต้านี้ ทว่านาทีนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า อิทธิฤทธิ์ของ “ธรรมนัส” ไม่ธรรมดา ใครที่ทะเล่อทะล่าออกมาเลื่อยขาเก้าอี้ โดนทัพ “องครักษ์พิทักษ์แป้ง” ตอบโต้จนหาทางเข้ามุมไม่เจอกันไป
⦁…ที่สำคัญคือ “มาตรฐานรัฐมนตรี” ที่มี ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น “ดัชนีชี้วัด” ย่อมหมายถึงภาพของ “รัฐบาลลุงตู่” ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ว่ามี “สติปัญญา” ปนอยู่มากน้อยแค่ไหน ในความเชื่อถือและศรัทธาที่มีให้ หากสมองที่ใช้คิดมีคุณภาพระดับเชื่อว่า “มันคือแป้ง” ได้อย่างไม่ลังเล คงชัดเจนว่า “ความหวังต่ออนาคตของประเทศ” จะเป็นอย่างไร
⦁…ถึงวันนี้ “รัฐบาลตู่” ยังบริหารจัดการความเป็นเอกภาพของ “กลไกอำนาจ” ได้เฉียบขาดที่สุด เป็นความสำเร็จระดับสั่งการได้เหมือน “กดปุ่มบังคับหุ่นยนต์” ต้องการจัดการอะไร ได้ดังใจทันที ทว่าสภาวะที่เป็นแรงเสียดทานหนักหน่วงคือ “การยอมรับของประชาชน” ทำให้ไม่ว่า “อำนาจล้นเหลือ” แค่ไหน กลับยิ่งนับวันยิ่งสร้าง “การปฏิเสธอำนาจขึ้นในใจประชาชน” มากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์กำลังสะท้อนบทพิสูจน์ว่า เมื่อ “ประชาชนไม่เอาด้วย” อำนาจจะเหลือความหมายแค่ไหน
⦁…ในการบริหารจัดการประเทศนั้น ในประเทศที่ให้การยอมรับ “ผู้นำ” การจัดการก็ง่าย เพราะ “ผู้นำไปทางไหนประชาชนก็เชื่อมั่นตามไปทางนั้น” บางประเทศอาศัย “กฎหมาย” เพื่อเป็นหลักยึด เป็นกรอบร่วมกัน บริหารจัดการก็แค่ “รักษากฎหมาย” และ “ผู้บริหารนำพาไปตามกฎหมาย” แต่สำหรับที่ “ประชาชน” มองเห็นแค่ “กฎหมายสองมาตรฐาน ไม่มีความยุติธรรม ใช้กฎหมายเพื่อสนองอำนาจที่ไม่ชอบธรรม” คำถามจึงอยู่ที่ “จะนำประเทศด้วยอะไร” คำตอบอาจจะอยู่ที่ใช้ “กำลัง” และ “อาวุธ” บังคับ แต่ “อำนาจ” แบบนั้น “มั่นคง ยั่งยืน” ที่ตรงไหน ในวันที่มี “ถือธงนำ” ประกาศว่า “พร้อมติดคุกเพื่อรักษาการต่อสู้ให้เกิดความเป็นธรรมไว้” นึกออกไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ “ผู้บริหาร”
⦁…อำนาจที่ “ขาดความชอบธรรม” นั้น อาจจะสร้างความหวั่นเกรงให้ “คนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกลู่นอกทาง” แต่จะใช้อย่างไรให้บังคับ “ผู้บริสุทธิ์” นักการเมือง หรือนักธุรกิจที่มี “ผลประโยชน์” ผลักดันอยู่เบื้องหลัง อาจจะจำยอมกับ “อำนาจ” แต่สำหรับ “คนที่แค่ปรารถนาให้ตัวเอง และสังคมมีโอกาสในอนาคตที่ดี” จะอธิบายให้ต้องจำนนต่อการใช้อำนาจแบบนั้นอย่างไร หากคิดว่า “ไม่จำเป็นต้องอธิบาย” ย่อมหมายถึงความเสี่ยงต่อ “การต่อต้านอำนาจ” ผู้ปกครองที่ประชาชนไม่ฟัง จะนำประเทศชาติไปได้อย่างไร
⦁…ท่ามกลาง “ความล้มเหลวในการบริหารสถานการณ์โควิด-19” ทับถมด้วยพฤติกรรมของ “เหลือบ” อาศัย “วิกฤต” ใช้เครือข่ายอำนาจสูบผลประโยชน์ใส่ตัว อันก่อความห่อเหี่ยวให้ผู้คนไปทั่ว พร้อมกับ “ความสิ้นหวังต่อการบริหารเศรษฐกิจของชาติ” ที่ต้องหาวิธีเพิ่มเงินในกระเป๋าสตางค์ประชาชนอย่างทุลักทุเล เพราะกระทั่งจะ “แจกเงินให้ฟรีๆ ยังถูกต่อต้าน” จนเป็นที่จับตามองว่า “รัฐบาลจะรับมือวิกฤตศรัทธานี้อย่างไร” แล้ว “กกต.” ก็ยื่นฟ้องเอาผิดคดีอาญา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผลที่เกิดขึ้นคือ “ความสนใจของผู้คน” เบนมาอยู่ที่ชะตากรรมของ “ธนาธร” โดยเฉพาะคนกลุ่มเกลียดชังธนาธรที่เปลี่ยนท่าทีต่อรัฐบาลไปก่อนหน้านั้น เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ชโลทร









เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
