สธ. ย้ำ พบผู้ป่วยใหม่ 5 ราย ไม่ทำให้ต้องประกาศเป็นระดับ 3 เผย คนไทยทุกคนสามารถเข้าประเทศได้ ไม่ต้องทำประกัน – ‘พิพัฒน์’ เผย วิกฤตโควิด ทำท่องเที่ยวไทยดิ่งหนัก คาด สถานการณ์คลี่คลายในมี.ค. – หม่อมเต่า เผย มีแผนจัดหางานช่วยแรงงานกลุ่มเสี่ยงช่วงกักตัว อยากได้ประเภทไหนแจ้งได้
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 ) ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 แถลงการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ต่อสถานการณ์แพร่ระบาด มีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศูนย์ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมแถลง
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 132,000 คน ใน 123 ประเทศทั่วโลก เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 5,000 คน คิดเป็น 4.7% สำหรับประเทศไทยวันนี้พบผู้ป่วยเพิ่ม 5 ราย สถิติผู้ติดเชื้อในไทยทั้งหมดรวมเป็น 75 ราย ซึ่ง 35 ราย สามารถกลับบ้านได้แล้ว ส่วนที่เหลือก็ไม่จัดอยู่ในอาการหนัก การตรวจพบเพิ่มหมายความว่า ระบบตรวจจับของเราดี และเราก็มีความตรงไปตรงมาในการชี้แจงเรื่องข้อมูล
ทั้งนี้เรายังเพิ่มระดับมาตรการเฝ้าระวังมากขึ้น คือหากพบคนที่มีอาการไอ มีไข้ มีน้ำมูก เคยเกี่ยวข้องกับคนที่มีความเสี่ยง หรือคนที่มีอาการปอดบวม เราจะนำมาเพื่อตรวจเฝ้าระวังทั้งหมด จะเห็นว่าสิ่งนี้ทำให้เกิดข่าวลือไปตามที่ต่างๆ ว่าโรงพยาบาลนั้นมีผู้ป่วยติดเชื้ออยู่ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะเป็นเพียงการกักตัวเพื่อเฝ้าระวัง
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า จากรายงานตรวจพบผู้ป่วยใหม่ 5 ราย สามารถพูดได้ว่าเรายังอยู่ในระยะที่ 2 เพราะสามารถทราบที่มาที่ไปในการติดเชื้อได้ ตามข้อมูลระบาดวิทยา ทั้ง 5 ราย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก มีความสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ 11 รายที่พบก่อนหน้านี้ และกลุ่มที่สอง มีความสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่กลับมาจากประเทศเกาหลีใต้ สำหรับผู้ป่วยหนึ่งราย เราจะตีวงควบคุมเข้าดูแลคนรอบข้างอย่างน้อยอีก 40 ราย ยืนยันว่าเราทำงานแบบเชิงรุก เพราะไม่ได้รอคนไข้ให้มาถึงที่โรงพยาบาล และนอกจากนี้เรายังชะลอตัวตั้งแต่ประเทศเสี่ยง คือการประกาศเขตติดโรค ทุกรายที่จะเข้าประเทศไทยต้องมีใบรับรองแพทย์ และต้องจะรออย่างน้อย 14 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการ และเรายังใช้มาตรฐานการดำเนินการขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO และ มาตรา 41 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ 2558 ในประเด็นเรื่องการประกันสุขภาพ สำหรับชาวต่างชาติจำเป็นต้องให้ซื้อประกันไว้ก่อน เพราะเกรงว่าหากเข้ามาในประเทศไทยจะไม่มีสิทธิรับการรักษา แต่คนไทยทุกคนไม่จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพ เพราะพี่น้องประชาชนทุกคนภายใต้แผ่นดินไทย เรามีสิทธิการรักษาอยู่แล้ว เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ถ้าจะเข้ามาก็เตรียมแค่ใบรับรองแพทย์เท่านั้น
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ว่า เมื่อปี 2562 รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยมีรายได้ทั้งปีประมาณ 1.96 ล้านล้านบาท หรือจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 39.8 ล้านคน เมื่อเริ่มเดือนมกราคม 2563 ทิศทางของการท่องเที่ยวก่อนที่จีนประกาศปิดอู่ฮั่น เราก็ยังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในเดือนมกราคมทั้งเดือน มีอัตราเพิ่มที่ 2.4% หรือ 3.81 ล้านคน แต่หลังจากที่มีการประกาศของประเทศจีนไปแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์นักท่องเที่ยวเราเริ่มลดน้อยลง คือ 2.04 ล้านคน ซึ่งหายไปเมื่อเทียบกับปีที่แล้วประมาณ 43.5% และได้เกิดความรุนแรงขึ้นเรื่อยเรื่อยๆ ในทุกภูมิภาคของโลก ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1-11 มีนาคม 2563 เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 5.5 แสนคน ซึ่งหายไปประมาณ 57.26% ดังนั้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหายไปประมาณ 66.74%
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและผู้ประกอบการทั้งหมดเรามีแรงงานทั้งระบบอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ถ้าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้สามารถจำกัดให้ยุติได้ภายในเดือนเมษายนนี้ได้เราจะมีนักท่องเที่ยว โดยเราจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ หลังจากนั้นจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาได้อย่างเต็มที่จากการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะไปทำการประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้คนมาเที่ยวเมืองไทยให้เหมือนในปีที่แล้ว ซึ่งประมาณการว่าถ้าสิ้นสุดเดือนเมษายน-สิ้นปี น่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 36.9 ล้านคน ซึ่งจะมีรายได้อยู่ประมาณ 1.78 ล้านบาท ซึ่งจะหายไปประมาณแสนกว่าล้านบาท
แต่ถ้าโควิด-19 ยังไม่ยุติจะเป็นเรื่องใหญ่ เช่นถ้าสมมุติว่าไปยุติเอาสิ้นเดือนมิถุนายน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยจะประมาณการได้ว่า ประมาณ 32.5 ล้านคนซึ่งตรงนั้นรายได้ ของการท่องเที่ยวน่าจะประมาณ 1.58 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้จะหายไปประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้พูดมาตลอดเวลาว่า ถ้าเราเริ่มคิดออฟในวันที่ 1 กรกฎาคมได้ รายได้จากการท่องเที่ยวเราน่าจะหายไปประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเราก็หวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะจบให้ได้ภายในสิ้นเดือนมีนาคม
รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการในการในการยกเลิกฟรีวีซ่า และวีซ่า VOA ในหลายๆ ประเทศซึ่งมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลประกาศไปนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีการประกาศตรงนี้ออกไปการที่เราจะคัดกรองนั้นจะทำได้ยาก เพราะในขณะที่เรามีพันธสัญญาว่าใครเข้ามาก็เข้าได้ทำให้เราคัดกรองได้ยากมากแต่เมื่อเรายกเลิกตรงนี้ไปแล้ว จะมีการขอวีซ่าและมีการขอใบรับรองแพทย์มาตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศไปนั้น ตนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะยุติได้ภายในเดือนมีนาคมนี้
สำหรับมาตรการลดผลกระทบด้านอื่นที่ได้ประเมินมานั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้นำเสนอว่า อยากให้ส่วนราชการที่มีการยกเลิกการประชุมสัมมนาข้ามจังหวัด ข้ามภาค โดยกระทรวงได้นำเสนอว่าขอให้ไปเริ่มได้ในเดือนเมษายน นั่นหมายความว่ามาตรการทุกอย่างที่รัฐบาลประกาศไปจะจบในเดือนมีนาคม เดือนเมษายนเราก็นับหนึ่งได้ ความเสียหายของผู้ประกอบการหมวดการท่องเที่ยวก็จะค่อยๆ กระเตื้องขึ้น และเมื่อหน่วยราชการสามารถจัดสัมมนา ประชุม ได้แล้วทางส่วนปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กทม. อบจ. พัทยา ตนก็จะไปหารือ กับกระทรวงมหาดไทยว่าให้ยกเว้นระเบียบบางอย่างได้หรือไม่ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถไปประชุมสัมมนาข้ามภาคได้ ซึ่งถ้าทุกสิ่งทุกอย่างยุติแล้ว การขับเคลื่อนการประชุมสัมมนาของท้องถิ่นก็จะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศได้ ทั้ง รถ โรงแรม ร้านอาหาร สินค้าโอท็อป ซึ่งตนอยากเสนอแนะว่าให้ลงไปจัดประชุมสัมมนาในพื้นที่เมืองรอง และพื้นที่ที่เป็นการท่องเที่ยวชุมชน ส่วนเมืองหลักนั้นย่อมมีการประชุมสัมมนาอยู่แล้ว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนเทศกาลสงกรานต์นั้น มาตรการที่ออกมาในช่วงประเพณีสงกรานต์จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่ทุกคนกลับไปพบญาติพี่น้อง คารวะผู้ใหญ่ พ่อแม่ แต่การจัดงานอีเวนท์ใหญ่ๆ สงกรานต์ปีนี้ ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ทางททท.ก็ได้ประกาศยกเลิกไปหมดแล้ว แต่ถ้าเป็นภาคเอกชนที่เขาจัดการเอง ทางกระทรวงจะไปขอความร่วมมือว่าในช่วงภาวะวิกฤตเช่นนี้ถ้ายังไม่จบเดือนมีนาคมขอให้เลื่อนหรือยกเลิกการจัดไปก่อน
ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า สำหรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เบื้องต้นเรามีกองทุนในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ที่มีวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยมีคณะกรรมการไตรภาคีช่วยดูแล ซึ่งเงินในกองทุนดังกล่าวจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น ให้ลูกจ้างได้รับบำนาญเมื่อเกษียณ หรือปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินเพื่อนำไปช่วยบรรเทาปัญหาและช่วยเหลือลูกจ้าง
สำหรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาและต้องกักตัว 14 วัน ทางแรงงานจังหวัดจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุย เพื่อสอบถามความสนใจประเภทของงานที่ต้องการ ในกรณีที่ยังไม่มีงานรองรับหรือช่วยให้คำแนะนำในการจัดหางานให้ตามความถนัด ขณะเดียวกันจะติดตั้งตู้สอบถามความคิดเห็นไว้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ดอนเมืองเพื่อให้ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศสามารถสอบถามกระบวนการจัดหางานที่มีตำแหน่งว่างในเมืองไทยได้เอง ส่วนแรงงานในระบบที่ลงทะเบียนและเป็นสมาชิกกองทุนผู้ที่หางานก่อนเดินทางไปต่างประเทศ และมีการวางเงินประกันไว้ 500 บาท เมื่อกลับมาเมืองไทย และยังไม่พร้อมหรือยังไม่มีงานจะได้รับเงินที่วางไว้ 15,000 บาท เพื่อไว้ใช้สำหรับตั้งตัวในช่วงที่ยังหางาน ส่วนปัญหาที่เกิดกับผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ และต้องกักตัว 14 วัน แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจากถูกนายจ้างหักไปนับรวมเป็นวันลา สามารถร้องเรียนได้ที่กระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบว่ามีกรอบกฎหมายที่จะเข้าไปดูแลได้หรือไม่ หรือจะมีวิธีใดที่จะช่วยในการบรรเทาปัญหาได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

